สิวที่หลังเกิดจากอะไร? คลินิกอธิบายว่ามักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งความมันของผิว เหงื่อ การเสียดสีจากเสื้อผ้า ฮอร์โมน และอาหาร บทความนี้ตรวจแต่ละสาเหตุกับแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ แล้วอธิบายวิธีดูแลเองที่บ้าน ตัวยาที่ใช้กันทั่วไป ทางเลือกที่คลินิก และสัญญาณที่ควรให้แพทย์ประเมิน เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย
要点总结
- สิวที่หลังเกิดจากกลไกเดียวกับสิวที่หน้า คือน้ำมันส่วนเกิน รูขุมขนอุดตัน แบคทีเรีย และการอักเสบ และพบบริเวณหลังเพราะผิวส่วนนี้มีต่อมไขมันมาก
- จาก 7 สาเหตุในบทความเดิม น้ำมันส่วนเกิน การเสียดสี ฮอร์โมน และอาหารมีแหล่งรองรับ (อาหารมีหลักฐานเบากว่า) ส่วนเหงื่อเป็นตัวที่ทำให้แย่ลงมากกว่าเป็นต้นเหตุ และสบู่ตกค้างกับน้ำยาซักผ้าไม่พบแหล่งรองรับ
- ตามแนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังสหรัฐฯ (AAD) สิวไม่รุนแรงจัดการเองได้ด้วย benzoyl peroxide แบบล้างออกและ adapalene ผลมักเริ่มเห็นใน 6-8 สัปดาห์ แต่สิวลึกและเจ็บต้องให้แพทย์ดู และการขัดถูกแรงทำให้สิวแย่ลง
- หลักฐานการรักษาสิวที่หลังด้วยหัตถการในคลินิกยังจำกัด หน้าบริการสิวของคลินิกอธิบายโปรแกรมที่เน้นสิวบนใบหน้า จึงควรถามแพทย์ก่อนว่าทำบริเวณหลังได้หรือไม่ และสิวที่คันและหน้าตาเหมือนกันทุกเม็ดอาจเป็นอย่างอื่น
สิวที่หลังเกิดจากอะไร ตามหลักฐานทางการแพทย์
สิวที่หลัง (Back Acne หรือ Bacne) คือสิวที่ขึ้นบริเวณหลังส่วนบนและส่วนล่าง คลินิกอธิบายว่าพบได้บ่อย โดยเฉพาะในคนที่ผิวมัน เหงื่อออกง่าย หรือใส่เสื้อผ้ารัดแน่น และมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันทั้งภายในและภายนอกร่างกาย[1]
Mayo Clinic ระบุว่าสิวเกิดจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การผลิตน้ำมัน (sebum) มากเกินไป รูขุมขนอุดตันด้วยน้ำมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว แบคทีเรีย และการอักเสบ สิวพบบ่อยที่ใบหน้า หน้าอก หลังส่วนบน และไหล่ เพราะผิวบริเวณเหล่านี้มีต่อมไขมันมากที่สุด[6] คณะผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง 13 คนในงานฉันทามติ (consensus) เรื่องสิวที่ลำตัวมีความเห็นว่ากลไกการเกิดสิวที่ลำตัวคล้ายกับสิวที่หน้า ส่วนความต่างในการตอบสนองต่อการรักษาอาจเกี่ยวกับจำนวนและความลึกของต่อมไขมัน ความหนาของชั้นหนังแท้ ปัจจัยที่กระตุ้น และความยากในการทายาที่หลัง[5]
งานฉันทามตินี้ระบุว่าสิวที่ลำตัวพบได้มาก โดยผู้ที่เคยมีสิวอาจมีสิวที่ลำตัวร่วมด้วยได้ถึง 61% แต่ผู้ป่วยจำนวนมากไม่เล่าเรื่องสิวที่หลังกับแพทย์ ข้อควรรู้คือผู้เขียนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทยา Galderma ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนโครงการ และข้อสรุปมาจากความเห็นผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยคุณภาพสูงเรื่องสิวที่ลำตัว[5]
7 สาเหตุของสิวที่หลังในบทความเดิม ตรวจกับแหล่งข้อมูลแล้วเป็นอย่างไร
บทความเดิมของคลินิกระบุสาเหตุ 7 ข้อ ได้แก่ ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมาก เหงื่อสะสมและความอับชื้น เสื้อผ้ารัดแน่น สบู่หรือแชมพูล้างไม่สะอาด ฮอร์โมนไม่สมดุล อาหารบางประเภท และการแพ้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือซักผ้า[1] เมื่อตรวจกับแหล่งที่เปิดอ่านได้ มีทั้งข้อที่ได้รับการสนับสนุน ข้อที่ต้องปรับถ้อยคำ และข้อที่ไม่พบแหล่งรองรับ ตามตารางด้านล่าง
| สาเหตุในบทความเดิม | แหล่งอิสระระบุว่าอย่างไร | ผลการตรวจ |
|---|---|---|
| ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมาก | น้ำมันส่วนเกินเป็น 1 ใน 4 ปัจจัยหลักของสิว และหลังเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก[6] | มีแหล่งรองรับ |
| เหงื่อสะสมและความอับชื้น | Mayo Clinic ระบุว่ารูเปิดของต่อมเหงื่อมักไม่เกี่ยวกับสิวโดยตรง แต่ AAD ยังแนะนำให้อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อโดยเร็วหลังเหงื่อออก และระบุว่าสิ่งที่เสียดสีหลังทำให้สิวกำเริบได้[6][4] | ปรับถ้อยคำ: เหงื่อเป็นตัวเสริมเมื่อมีการเสียดสี ไม่ใช่ต้นเหตุโดยตรง |
| เสื้อผ้าไม่ระบายอากาศ หรือรัดแน่น | แรงเสียดสีหรือแรงกดจากสิ่งของ เช่น กระเป๋าเป้ เป็นปัจจัยเสี่ยงของสิว AAD แนะนำให้ใส่เสื้อหลวมที่ระบายอากาศ และเลี่ยงของที่เสียดสีหลัง[6][4] | มีแหล่งรองรับ |
| สบู่หรือแชมพูล้างไม่สะอาด สารตกค้าง | Mayo Clinic ระบุว่าสิวไม่ได้เกิดจากผิวสกปรก และการล้างแรงหรือใช้สบู่ฤทธิ์แรงทำให้สิวแย่ลง ในแหล่งที่อ่านไม่พบว่าสบู่หรือแชมพูตกค้างเป็นสาเหตุ[6][4] | ไม่พบแหล่งรองรับ ควรเลิกใช้ข้อนี้เป็นสาเหตุ |
| ฮอร์โมนไม่สมดุล เครียด | ฮอร์โมนแอนโดรเจนทำให้ต่อมไขมันขยายและผลิตน้ำมันเพิ่ม ความเครียดไม่ได้ทำให้เกิดสิว แต่อาจทำให้สิวที่มีอยู่แย่ลง[6] | มีแหล่งรองรับ (ปรับ: ความเครียดเป็นตัวทำให้แย่ลง) |
| อาหารมัน หวาน นม เวย์โปรตีน | งานทบทวนพบว่าอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลหรือภาระน้ำตาลสูงสัมพันธ์กับสิวมากกว่า และโปรตีนเวย์ในนมอาจมีส่วนมากกว่าไขมันนม ขณะที่ Mayo Clinic ระบุว่าอาหารมันและช็อกโกแลตแทบไม่มีผล[7][6] | รองรับบางส่วน หลักฐานเบากว่าข้ออื่น |
| แพ้สกินแคร์หรือน้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม | Mayo Clinic ระบุว่าครีมหรือโลชั่นที่มีน้ำมันอาจทำให้เกิดสิวในบริเวณที่สัมผัส และ AAD แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมัน (non-comedogenic) ไม่พบแหล่งที่ระบุว่าน้ำยาซักผ้าหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มทำให้เกิดสิว[6][4] | รองรับเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมัน ส่วนน้ำยาซักผ้าไม่พบแหล่ง |
นอกจาก 7 ข้อนี้ Mayo Clinic ยังระบุปัจจัยอื่นที่อาจกระตุ้นหรือเพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ พันธุกรรม (ถ้าพ่อแม่ทั้งสองมีสิว โอกาสเป็นสูงขึ้น) และยาบางกลุ่ม เช่น ยาที่มีส่วนผสมของคอร์ติโคสเตียรอยด์ เทสโทสเตอโรน หรือลิเทียม หากสงสัยว่ายาที่ใช้อยู่เกี่ยวข้อง ไม่ควรหยุดยาเอง ให้ปรึกษาแพทย์ผู้สั่งยา[6]
ดูแลสิวที่หลังด้วยตัวเองที่บ้านอย่างไร
AAD ระบุว่าผู้ที่มีสิวไม่มาก เพิ่งเป็นไม่นาน หรือมีทั้งสิวอุดตันและสิวอักเสบแต่ไม่เจ็บและไม่ลึก อาจดีขึ้นได้จากการดูแลเอง ส่วนคนที่มีสิวลึกและเจ็บควรให้แพทย์ผิวหนังช่วยดู[4] แนวทางดูแลที่แหล่งข้อมูลสอดคล้องกันมีดังนี้
- อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อโดยเร็วหลังออกกำลังกายหรือเหงื่อออกมาก ถ้าอาบไม่ได้ทันที AAD แนะนำให้เช็ดเหงื่อเบา ๆ ด้วยแผ่นทำความสะอาดชนิดปราศจากน้ำมัน[4]
- ใส่เสื้อออกกำลังกายที่หลวมและเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าระบายเหงื่อ และซักเสื้อออกกำลังกายทุกครั้งหลังใช้[4]
- ล้างผิวเบา ๆ AAD ระบุว่าการขัดถูกแรงทำให้สิวแย่ลง รวมถึงสบู่ฆ่าเชื้อ ผลิตภัณฑ์ประเภท astringent สครับ ใยขัดตัว และแปรงขัดหลัง[4] ซึ่งต่างจากบทความเดิมที่แนะนำให้สครับ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ จึงปรับข้อนี้ตามแหล่งอ้างอิง
- เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำมัน เช่น ฉลากระบุ non-comedogenic[4]
- เลี่ยงสิ่งที่เสียดสีหลัง เช่น กระเป๋าเป้ที่แนบหลัง[4][6]
- ไม่แกะหรือบีบสิว แม้จะเป็นสิวที่หลัง เพราะทำให้สิวแย่ลง[4] และอ่านเพิ่มเรื่องการบีบสิวกับรอยแผลเป็นได้ในบทความอีกเรื่องของคลินิก
- กันแดดสำหรับผิวที่ไม่ถูกเสื้อผ้าบัง เลือกชนิดไม่อุดตันรูขุมขน เพราะ AAD ระบุว่าแสงแดดทำให้รอยสิวคล้ำและอยู่นานขึ้น[4]
เรื่องอาหาร งานทบทวนในวารสาร American Journal of Clinical Dermatology สรุปว่าผู้ที่กินอาหารที่ให้ภาระน้ำตาลต่ำมีสิวน้อยกว่าผู้ที่กินอาหารภาระน้ำตาลสูง และโปรตีนเวย์ในนมอาจเกี่ยวข้อง แต่ผู้เขียนระบุว่ายังต้องมีการศึกษาเพิ่ม[7] จึงเป็นเรื่องที่พิจารณาเป็นรายคนได้ ไม่ใช่กฎตายตัวว่าต้องงดนมหรือของหวานทั้งหมด การดื่มน้ำเพิ่มและการใช้วิตามินซีหรือ AHA/BHA กับรอยดำหลังสิว ซึ่งปรากฏในบทความเดิม ไม่พบแหล่งรองรับในรอบตรวจนี้ จึงตัดออกจากคำแนะนำ
ยาทาและวิธีรักษาสิวที่หลังที่แหล่งข้อมูลกล่าวถึง
ตัวยาที่ AAD ของสหรัฐฯ กล่าวถึงสำหรับสิวที่หลังไม่รุนแรงถึงปานกลางที่ซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (ความเข้มข้นและการจำหน่ายในไทยอาจต่างกัน) ได้แก่ benzoyl peroxide ชนิดโฟมล้างออก ซึ่งช่วยฆ่าแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับสิว และ adapalene 0.1% เจล ซึ่งเป็นเรตินอยด์ช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน การใช้ร่วมกันอาจให้ผลดีขึ้น[4]
วิธีใช้ benzoyl peroxide ที่หลัง
AAD ระบุว่าผิวหลังหนากว่าผิวหน้า การทิ้ง benzoyl peroxide ไว้บนผิวราว 2-5 นาทีก่อนล้างออกช่วยให้ตัวยาซึมเข้าผิวได้ และการล้างออกช่วยลดโอกาสที่เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน และผ้าเช็ดตัวจะถูกฟอกสี โฟมล้างที่มี benzoyl peroxide 5.3% มีโอกาสทำให้ระคายเคือง แห้ง หรือลอกน้อยกว่า ส่วนความเข้มข้นสูงสุดที่ซื้อได้เองคือ 10% ซึ่งต่างจากช่วง 2.5-5% ในบทความเดิม ควรเริ่มจากความเข้มข้นต่ำและให้เภสัชกรหรือแพทย์แนะนำ[4]
วิธีใช้ adapalene และการทายาให้ถึงหลัง
AAD แนะนำให้ทา adapalene หลังอาบน้ำหรือก่อนนอนทุกวัน และแนะนำให้ใช้อุปกรณ์ช่วยทายาที่หลังเพื่อให้ยาถึงผิวจริง[4] งานฉันทามติสิวที่ลำตัวก็ระบุว่าการทายาที่หลังทำได้ยาก และเป็นหนึ่งในเรื่องที่ผู้ป่วยกังวล[5]
ใช้เวลานานแค่ไหนจึงเห็นผล และเมื่อไรควรพบแพทย์
AAD ระบุว่าถ้าได้ผล อาจเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในราว 6-8 สัปดาห์ และการเคลียร์เต็มที่อาจใช้ 3-4 เดือน หากไม่เห็นความแตกต่างใน 6-8 สัปดาห์ อาจต้องให้แพทย์ผิวหนังช่วย[4] สำหรับสิวที่ดื้อ ลึก หรือมีแนวโน้มเป็นแผลเป็น ตัวอย่างการรักษาที่แพทย์ในงานฉันทามติสั่งใช้ ได้แก่ ยาทาเรตินอยด์ ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน (โดยต้องระวังเรื่องเชื้อดื้อยา) และ isotretinoin ชนิดรับประทาน ซึ่งทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์[5] บทความเดิมกล่าวถึงยาคุมกำเนิดเป็นตัวเลือกในผู้หญิง แหล่งที่อ่านระบุเพียงว่าสิวที่กำเริบก่อนมีประจำเดือนมักดีขึ้นในผู้ที่ใช้ยาคุม ซึ่งเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์เท่านั้น[6][1]
รักษาสิวที่หลังที่คลินิกได้อย่างไร และหลักฐานมีแค่ไหน
บทความเดิมกล่าวถึงการรักษาที่คลินิก 3 แบบ คือ เลเซอร์ลดสิวหรือรอยสิว (เช่น IPL, Q-switch, Acne Clear) การกดสิวหรือฆ่าเชื้อสิวโดยผู้เชี่ยวชาญ และการฉีดสิวสำหรับสิวอักเสบเม็ดใหญ่[1] ในแหล่งอิสระที่เปิดอ่านได้ ไม่พบงานที่ทดสอบเลเซอร์ IPL หรือ Q-switch กับสิวที่หลังโดยตรง งานฉันทามติระบุว่าหลักฐานด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการรักษาสิวที่ลำตัวยังต้องการงานวิจัยเพิ่มเติม[5] จึงไม่ควรเข้าใจว่าหัตถการเหล่านี้ได้ผลที่หลังเท่ากับที่เห็นในสิวบนใบหน้า
หน้าบริการ Acne Program ของคลินิกอธิบายโปรแกรม 4 แบบ ได้แก่ Acne Exit (การกดและฉีดสิว Dual Yellow Plus+ และ Vitacool) Acne Clear (มาสก์สูตรสิวและ OMG LED Light Therapy) Acne Clear Plus (เพิ่ม Fresh Beam Laser) และ Acne Clear Dual (เพิ่ม Dual Yellow Plus+) โดยคลินิกเลือกโปรแกรมให้ตามการประเมินผิวของแต่ละคน[2] ตัวอย่างบริเวณที่หน้าบริการกล่าวถึงคือกรอบหน้า คาง แก้ม และหน้าผาก ไม่มีการระบุบริเวณหลัง ส่วนหน้า C-Acne Clear by Plasmalis ของคลินิกอธิบายหลักการว่าใช้พลาสมาจัดการแบคทีเรีย ยีสต์ และราในรูขุมขน และกล่าวถึงสิวผดและสิวเรื้อรัง ก็ไม่ได้ระบุบริเวณหลังเช่นกัน[3] ในแหล่งอิสระที่เปิดอ่านไม่มีข้อมูลของพลาสมากับสิวที่หลัง
ดังนั้นหากสนใจรักษาสิวที่หลังที่คลินิก ควรถามแพทย์โดยตรงว่าโปรแกรมใดทำบริเวณหลังได้ ใช้กี่ครั้ง และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง ก่อนตัดสินใจ
สิวที่หลังแบบไหนควรให้แพทย์ประเมิน
สัญญาณที่ควรพบแพทย์ผิวหนังตามแหล่งข้อมูลที่อ่านได้ ได้แก่ สิวลึกและเจ็บ (AAD) สิวที่ไม่ดีขึ้นหลังดูแลเองครบ 6-8 สัปดาห์ (AAD) และสิวที่มีแนวโน้มเป็นแผลเป็น เพราะงานฉันทามติระบุว่าผู้ที่มีแผลเป็นที่ลำตัวอยู่แล้วเสี่ยงเกิดแผลเป็นเพิ่ม[4][5] Mayo Clinic เสริมว่าผู้ที่ผิวคล้ำมีแนวโน้มเกิดแผลเป็นนูนหรือรอยคล้ำจากสิวมากกว่า และสิวรุนแรงที่เกิดขึ้นฉับพลันในผู้สูงอายุอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นที่ต้องตรวจ[6]
สิวที่หลังที่อาจไม่ใช่สิวธรรมดา
ตุ่มที่หลังและหน้าอกซึ่งคัน และหน้าตาคล้ายกันทุกเม็ด อาจเป็นโรคอื่นที่คล้ายสิว เช่น รูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา Malassezia รายงานผู้ป่วยในวารสาร Cureus ระบุว่าโรคนี้มักมีตุ่มและหนองรอบรูขุมขนที่คัน พบบริเวณลำตัวส่วนบน และมักถูกวินิจฉัยเป็นรูขุมขนอักเสบจากแบคทีเรียก่อน ผู้ป่วยในรายงานคือวัยรุ่นชายคนหนึ่งซึ่งได้ยาปฏิชีวนะแล้วไม่ได้ผล จนตรวจพบเชื้อราจึงวินิจฉัยได้[8] ข้อมูลนี้มาจากรายงานผู้ป่วยรายเดียว จึงใช้เป็นข้อสังเกตทั่วไปเท่านั้น หากทาย่ารักษาสิวแล้วไม่ดีขึ้นหรือคันมาก ให้แพทย์ตรวจแยกโรค
อาการแพ้ผลิตภัณฑ์รุนแรง
Mayo Clinic อ้างถึงคำเตือนของ FDA ว่าผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่ซื้อเองบางชนิดอาจทำให้เกิดปฏิกิริยารุนแรงได้ แม้พบน้อย หากหลังใช้ผลิตภัณฑ์แล้วหน้ามืดหรือเป็นลม หายใจลำบาก ตา หน้า ริมฝีปาก หรือลิ้นบวม หรือรู้สึกแน่นคอ ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที และไม่ควรสับสนกับอาการแดง ระคายเคือง หรือคันเล็กน้อยบริเวณที่ทายา[6]
常见问题解答
Q: สิวที่หลังเกิดจากอะไร ?
Q: เหงื่อทำให้เกิดสิวที่หลังหรือเปล่า ?
Q: รักษาสิวที่หลังเองที่บ้านได้ไหม ใช้อะไรได้บ้าง ?
Q: ใช้เวลากี่สัปดาห์จึงเห็นผล ?
Q: บีบหรือแกะสิวที่หลังเองได้ไหม ?
Q: ตุ่มที่หลังคันและเหมือนกันทุกเม็ด ใช่สิวหรือเปล่า ?
总结
สิวที่หลังเกิดจากกลไกเดียวกับสิวที่หน้า และถูกกระตุ้นหรือทำให้แย่ลงจากการเสียดสี ฮอร์โมน ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมัน และอาจรวมถึงอาหารบางประเภท ในบทความเดิม 7 สาเหตุมีบางข้อที่แหล่งอิสระรองรับ บางข้อต้องปรับถ้อยคำ และสบู่ตกค้างกับน้ำยาซักผ้าไม่พบแหล่งรองรับ สำหรับสิวไม่รุนแรง AAD แนะนำ benzoyl peroxide แบบล้างออกและ adapalene พร้อมการดูแลผิวอย่างอ่อนโยน ส่วนสิวลึก เจ็บ ไม่ดีขึ้น หรือคันผิดปกติควรให้แพทย์ประเมิน หัตถการในคลินิกสำหรับสิวที่หลังยังมีหลักฐานจำกัด และหน้าบริการสิวของคลินิกอธิบายโปรแกรมที่เน้นใบหน้า
ที่ Fresh Code Clinic แพทย์ประเมินชนิดสิว ความรุนแรง และประวัติการรักษาของแต่ละคนก่อนแนะนำแนวทางที่เหมาะ ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรับประกันผลลัพธ์ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินก่อน
参考
- สิวที่หลังเกิดจากอะไร ? และมีวิธีดูแลรักษาอย่างไร (บทความเดิม) — Fresh Code Clinic
- Acne Code โปรแกรมรักษาสิว กดสิว เลเซอร์ (Acne Program) — Fresh Code Clinic
- Plasmalis รักษาสิวด้วยพลาสมา สิวผด สิวเรื้อรัง (C-Acne Clear) — Fresh Code Clinic
- Back acne: How to see clearer skin — American Academy of Dermatology
- Gaps and recommendations for clinical management of truncal acne from the Personalising Acne: Consensus of Experts panel — JAAD International
- Acne: Symptoms and causes — Mayo Clinic
- Effects of Diet on Acne and Its Response to Treatment — American Journal of Clinical Dermatology
- Malassezia Folliculitis: Pathogenesis and Diagnostic Challenges — Cureus
