Chin filler reshapes the face for a naturally beautiful and slender look using the correct injection technique.

ฟิลเลอร์คางคือการฉีดสารเติมเต็มที่คางเพื่อเพิ่มปริมาตรให้คางที่ถอยหรือสั้นดูสมดุลกับใบหน้าขึ้น บทความนี้เทียบตัวเลขซีซีและระยะเวลาที่คลินิกระบุกับงานวิจัยแบบสุ่มและข้อมูลของ FDA ที่เปิดอ่านได้ อธิบายว่าทำไมตัวเลขระยะเวลาจึงยังยืนยันไม่ได้ทั้งหมด และสรุปอาการเตือนหลอดเลือดอุดตันที่ต้องไปพบแพทย์ทันที เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย

Key Takeaways

  • งานวิจัยแบบสุ่ม 2 ฉบับที่เปิดอ่านได้ ศึกษาฟิลเลอร์ HA ในผู้ใหญ่ที่มีคางถอยระดับน้อยถึงปานกลาง พบว่าผู้ได้รับฟิลเลอร์ตอบสนองดีกว่ากลุ่มไม่รักษาที่ 6 เดือน แต่ทั้งสองงานใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะรุ่น และมีผู้เขียนที่สังกัดบริษัทที่เกี่ยวข้อง
  • ตัวเลข 1–4 ซีซีเป็นตัวเลขของคลินิก งานทดลองหนึ่งฉบับใช้เฉลี่ย 2.1 มล. ในบริเวณหลักของคาง บวกอีก 1.4 มล. ในบริเวณอื่นของคางสำหรับผู้ที่ได้รับ ซึ่งแพทย์ปรับตามแต่ละคน ไม่ใช่มาตรฐานตายตัว
  • ตัวเลข 12–24 เดือนของคลินิก ยังไม่มีแหล่งอิสระยืนยัน เพราะงานทดลองติดตามเพียง 12 เดือน และที่ 12 เดือนยังมีคนตอบสนองเพียงร้อยละ 61 และ 54.67 เท่านั้น
  • ฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือดเป็นความเสี่ยงร้ายแรง FDA ระบุว่าอาจทำให้เนื้อเยื่อตาย มองเห็นผิดปกติจนถึงตาบอด หรือเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หากปวดผิดปกติ ตามัว ผิวเป็นสีขาว เทา หรือน้ำเงิน หรือมีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง ต้องไปพบแพทย์ทันที

ฟิลเลอร์คางคืออะไร และเหมาะกับปัญหาคางแบบไหน

คลินิกอธิบายว่าคางเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างและความสมดุลของใบหน้า หากคางสั้น คางตัด หรือคางถอย ใบหน้าอาจดูกลม ขาดมิติ ริมฝีปากดูยื่น และแนวกรามไม่ชัด ฟิลเลอร์คางคือการฉีดสารเติมเต็มที่คางเพื่อปรับสัดส่วนเหล่านี้โดยไม่ต้องผ่าตัด[1] งานทดลองฉบับหนึ่งระบุว่าฟิลเลอร์ HA เป็นทางเลือกแบบไม่ผ่าตัดสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการการรักษาถาวรหรือความเสี่ยงของการผ่าตัด เช่น การใส่ซิลิโคนเสริมคาง[3]

เมื่อดูงานวิจัยที่เปิดอ่านได้ พบว่าหลักฐานส่วนใหญ่เป็นเรื่อง “คางถอย” ระดับน้อยถึงปานกลาง ไม่ได้แยกศึกษาคางสั้น คางตัด หรือคางบุ๋มโดยตรง จึงควรอ่านตารางนี้ในฐานะการเทียบ “สิ่งที่คลินิกอธิบาย” กับ “สิ่งที่แหล่งอิสระวัดไว้”

ปัญหาคางคลินิกอธิบายแหล่งอิสระที่เปิดอ่าน
คางสั้นเติมฟิลเลอร์เพิ่มความยาวคางให้รับกับใบหน้า[1]ไม่พบงานที่วัดเรื่องความยาวคางโดยตรง
คางตัดปรับแนวคางให้โค้งมนขึ้น[1]ไม่พบงานที่วัดเรื่องรูปทรงคางตัดโดยตรง
คางถอยดันแนวคางให้สมดุลกับสัดส่วนใบหน้า ลดภาพริมฝีปากยื่น[1]งานทดลองแบบสุ่ม 2 ฉบับ ในผู้ใหญ่ที่คางถอยระดับน้อยถึงปานกลาง พบว่าที่ 6 เดือน ผู้ตอบสนองอย่างน้อย 1 ระดับตามผู้ประเมินที่ไม่รู้กลุ่มคือ ร้อยละ 81 เทียบกับ 5 และร้อยละ 70 เทียบกับ 0 ในกลุ่มไม่รักษา[3][4]
คางบุ๋มเติมรอยบุ๋มให้ผิวเรียบเนียนขึ้น[1]ไม่พบงานที่วัดเรื่องคางบุ๋มโดยตรง

ข้อควรรู้ของตัวเลข 2 ฉบับข้างต้น คือใช้ผลิตภัณฑ์และเกณฑ์วัดของผู้ผลิตแต่ละราย ฉบับแรกได้รับทุนและผลิตภัณฑ์จากบริษัทผู้ผลิต และมีพนักงานบริษัทร่วมเป็นผู้เขียน[3] ฉบับที่สองมีผู้เขียน 4 คนสังกัดบริษัท Hyamed ตามรายชื่อสังกัด (ชื่อใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ที่ศึกษา) แม้บทความแจ้งว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและไม่มีทุนสนับสนุน[4] ทั้งสองฉบับเป็นงานทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มเปรียบเทียบ แต่ใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะรุ่น จึงไม่ควรอ่านเป็นหลักฐานของฟิลเลอร์ทุกยี่ห้อ ฉบับแรกยังรายงานว่าผู้เข้าร่วมในกลุ่มที่ได้รับฟิลเลอร์ร้อยละ 99 บอกว่าผลดูเป็นธรรมชาติที่ 6 เดือน ซึ่งเป็นความเห็นของผู้เข้าร่วมเอง[3]

ฟิลเลอร์คางช่วยให้มุมปากดูยกขึ้นจริงหรือไม่

คลินิกอธิบายว่าฟิลเลอร์คางอาจลดแรงดึงของกล้ามเนื้อที่ดึงริมฝีปากล่างและมุมปากลง (Depressor Labii Inferioris และ Depressor Anguli Oris) ทำให้มุมปากดูยกขึ้นและหน้าดูสดใสขึ้น และสามารถใช้ร่วมกับฟิลเลอร์มุมปากได้[1] งานทดลองทั้งสองฉบับวัดผลเรื่องคางถอยและความพึงพอใจ ไม่ได้วัดมุมปาก และในแหล่งที่เปิดอ่านไม่พบงานที่ยืนยันกลไกนี้ จึงควรมองเป็นคำอธิบายของคลินิกที่ยังไม่มีหลักฐานอิสระรองรับ

เทคนิคและชั้นที่ฉีดฟิลเลอร์คางต่างกันอย่างไร

คลินิกอธิบายเทคนิคหลัก 2 แบบ แบบแรกคือฉีดที่ชั้นติดกระดูกคาง (Supraperiosteal) ด้วยการฉีดเป็นก้อน (Bolus) หรือฉีดเป็นชั้น (Layering) คลินิกระบุว่าช่วยให้โครงสร้างคางชัดและคงตำแหน่ง แต่หากฉีดผิดตำแหน่งอาจทำให้คางดูยาวผิดธรรมชาติ แบบที่สองคือฉีดที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังด้วยเข็มทู่หรือเข็มคม เพื่อเก็บรายละเอียดให้เรียบเนียน คลินิกระบุว่าไม่ควรใช้ชั้นนี้เพียงอย่างเดียวเพราะอาจทำให้คางดูบวมผิดธรรมชาติ[1]

เมื่อเทียบกับงานทดลองที่อธิบายวิธีฉีดไว้ละเอียด จะเห็นว่าทั้งสองฝ่ายใช้แนวทางคล้ายกัน แต่งานทดลองไม่ได้เปรียบเทียบชั้นฉีดกับชั้นฉีด จึงไม่สามารถบอกได้ว่าชั้นใด “ดีกว่า”

sectionคลินิกอธิบายงานทดลอง (Xie และคณะ)
Layer injectedชั้นติดกระดูกเป็นหลัก เสริมด้วยชั้นไขมันใต้ผิวหนัง[1]ชั้นติดกระดูกในผู้เข้าร่วมเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 99 ในการฉีดครั้งแรก) และราวร้อยละ 13 ฉีดชั้นใต้ผิวหนังเพิ่ม[3]
วิธีฉีดฉีดเป็นก้อนหรือฉีดเป็นชั้น[1]ฉีดเป็นก้อนในทุกครั้ง ร่วมกับฉีดแบบพัด (fanning) หรือฉีดลากเป็นเส้นถอยหลังในบางราย[3]
เข็มหรือเข็มทู่ชั้นใต้ผิวหนังใช้เข็มทู่หรือเข็มคม[1]ใช้เข็มคมขนาด 27G ตามที่รายงาน ไม่ได้กล่าวถึงเข็มทู่[3]
ผลต่อกล้ามเนื้อ Mentalisชั้นใต้ผิวหนังช่วยลดแรงตึงของกล้ามเนื้อ[1]ไม่พบการวัดผลนี้ในงานที่เปิดอ่าน

เลือกผลิตภัณฑ์อย่างไร

บทความเดิมของคลินิกระบุชื่อผลิตภัณฑ์หลายยี่ห้อและอธิบายว่าฟิลเลอร์คางต้องมีความคงตัวสูง[1] บทความนี้ไม่ระบุยี่ห้อ เพราะข้อมูลที่เปิดอ่านไม่ได้ยืนยันว่ายี่ห้อใดเหมาะกับทุกคน FDA ระบุว่าข้อบ่งใช้ต่างกันตามผลิตภัณฑ์ และ FDA อาจยังไม่ได้ตรวจสอบการใช้ในบางตำแหน่ง รายการบริเวณที่ FDA ระบุว่าได้รับอนุมัติให้เพิ่มปริมาตรในหน้าที่เปิดอ่านคือ ริมฝีปาก แก้ม คาง และหลังมือ[2] (ข้อมูลนี้เป็นของ FDA สหรัฐฯ ไม่ได้ระบุสถานะในประเทศไทย) จึงควรขอดูฉลากหรือเอกสารกำกับของผลิตภัณฑ์ที่จะใช้

งานทบทวนเรื่องแก้มกลางและใต้ตา (ไม่ใช่เรื่องคางโดยตรง) อธิบายหลักทั่วไปว่าการเลือกเจลควรสอดคล้องกับบริเวณที่ฉีด คือชั้นลึกที่ต้องการแรงพยุงควรใช้เจลที่มีค่าความแข็ง (G′) และความเกาะตัวสูงกว่า ส่วนชั้นตื้นที่เคลื่อนไหวและบางควรใช้เจลที่นุ่มกว่า และระบุว่าคำแนะนำในงานส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ของผู้ฉีด[5]

ฟิลเลอร์คางใช้กี่ซีซี ตัวเลขของคลินิกเทียบกับงานวิจัย

คลินิกระบุว่ามักใช้ฟิลเลอร์คาง 1–4 ซีซี ขึ้นกับลักษณะใบหน้าเดิม ผลลัพธ์ที่ต้องการ และเทคนิคการฉีด เช่น คางสั้นมากอาจต้องใช้มากกว่า[1] ซีซีคือหน่วยเดียวกับมิลลิลิตร (มล.) บทความเดิมไม่ได้ระบุที่มาของช่วงนี้ ในบทความนี้จึงถือเป็นตัวเลขของคลินิก

งานทดลองของ Xie และคณะ ในผู้ใหญ่ชาวจีน 111 คนที่ได้รับฟิลเลอร์ รายงานว่าใช้เฉลี่ย 2.1 มล. ในบริเวณหลักของคาง (ใต้ริมฝีปากล่างระหว่างมุมปากกับร่องข้างคาง) และอีกเฉลี่ย 1.4 มล. ในบริเวณอื่นของคางสำหรับ 65 คนที่ได้รับ รวมการฉีดครั้งแรกและการเติมเพิ่มที่ 1 เดือน ซึ่งมี 48 คนที่ได้เติมเพิ่ม[3] แนวทางในงานนี้แนะนำให้ฉีดสูงสุด 2 มล. ในบริเวณหลักต่อครั้ง และเพิ่มได้อีก 2 มล. ในบริเวณอื่นของคางเพื่อให้ได้ผลที่เหมาะ[3]

ตัวเลขนี้เป็นของผลิตภัณฑ์รุ่นหนึ่งในผู้เข้าร่วมกลุ่มหนึ่ง และงานนี้ผู้ผลิตเป็นผู้ให้ทุน จึงใช้เป็นภาพประกอบว่าปริมาณจริงขึ้นกับแต่ละคนได้ แต่ไม่ใช่มาตรฐานของคลินิกใดหรือผลิตภัณฑ์อื่น ส่วนงานทดลองฉบับที่สองอ่านได้เฉพาะบทคัดย่อ ซึ่งไม่ได้ระบุปริมาณที่ใช้[4] จึงยังบอกไม่ได้ว่าช่วง 1–4 ซีซีของคลินิกตรงกับงานวิจัยหรือไม่ ควรให้แพทย์ประเมินรูปหน้าและตั้งเป้าหมายก่อนกำหนดปริมาณ และอาจแบ่งฉีดหลายครั้งเพื่อดูผล

ฟิลเลอร์คางอยู่ได้นานแค่ไหน และทำไมต่างจากฟิลเลอร์ปาก

คลินิกระบุว่าฟิลเลอร์คางอยู่ได้ 12–24 เดือน ขึ้นกับชนิดฟิลเลอร์ การดูแลหลังฉีด และการขยับกล้ามเนื้อบริเวณคาง[1] เมื่อตรวจกับแหล่งที่เปิดอ่านได้ พบว่ายังไม่มีแหล่งอิสระยืนยันตัวเลข 12–24 เดือน ตารางนี้สรุปสิ่งที่วัดไว้จริง

แหล่งข้อมูลสิ่งที่รายงานติดตามนานแค่ไหน
คลินิก12–24 เดือน (ไม่ระบุที่มา)[1]ไม่ระบุ
Xie และคณะผู้ตอบสนองอย่างน้อย 1 ระดับ ร้อยละ 81 ที่ 6 เดือน และร้อยละ 61 ที่ 12 เดือน[3]12 เดือนหลังฉีดครั้งสุดท้าย
Liao และคณะผู้ตอบสนองร้อยละ 70 ที่ 6 เดือน และร้อยละ 54.67 ที่ 12 เดือน (อ่านจากบทคัดย่อ)[4]12 เดือน
Xie และคณะ (ข้อความของผู้เขียน)ระบุว่า 6–12 เดือนเป็นระยะเวลาที่คาดได้โดยทั่วไปของฟิลเลอร์ HA และต้องมีงานเพิ่มเติมเพื่อประเมินหลัง 12 เดือน[3]ไม่ใช่ผลการวัด

ทั้งสองงานติดตามเพียง 12 เดือน จึงไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธช่วง 12–24 เดือนได้ และตัวเลขร้อยละเป็นสัดส่วนคนที่ยังดีขึ้นอย่างน้อย 1 ระดับตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ไม่ได้หมายความว่าคางยังดูเหมือนวันแรก FDA ระบุว่าระยะเวลาที่ผลคงอยู่ขึ้นกับวัสดุฟิลเลอร์และบริเวณที่ฉีด[2] ดังนั้นควรถือว่า 12 เดือนเป็นช่วงที่มีหลักฐานรองรับในงานทดลองเหล่านี้ และช่วงที่ยาวกว่านั้นเป็นข้ออ้างของคลินิกที่ยังไม่มีข้อมูลรองรับ

ทำไมตัวเลขของฟิลเลอร์คางจึงต่างจากฟิลเลอร์ปาก

บทความฟิลเลอร์ปากของคลินิกระบุว่าฟิลเลอร์ปากอยู่ได้ราว 6–12 เดือน ซึ่งสั้นกว่าตัวเลข 12–24 เดือนของฟิลเลอร์คาง (อ่านรายละเอียดที่บทความ lip filler) เหตุผลที่แหล่งซึ่งเปิดอ่านได้ครั้งนี้รองรับมีเพียงบางส่วน ดังนี้

  • FDA ระบุว่าระยะเวลาขึ้นกับทั้งวัสดุฟิลเลอร์และบริเวณที่ฉีด จึงเป็นเหตุผลทั่วไปที่ตัวเลขของสองบริเวณอาจต่างกัน[2]
  • งานทบทวนเรื่องแก้มกลางอธิบายว่าเจลที่เลือกควรสอดคล้องกับลักษณะของเนื้อเยื่อ ชั้นลึกที่ต้องการแรงพยุงใช้เจลที่แข็งและเกาะตัวกว่า ส่วนเนื้อเยื่อบางที่เคลื่อนไหวใช้เจลที่นุ่มกว่า[5] ซึ่งเป็นหลักการเรื่องการเลือกเจลตามบริเวณ ไม่ใช่การวัดระยะเวลา
  • คลินิกระบุเองว่าระยะเวลาขึ้นกับชนิดฟิลเลอร์ การดูแลหลังฉีด และการขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้น[1] แต่เป็นคำอธิบายของคลินิกที่ไม่มีแหล่งอิสระยืนยัน

ในแหล่งที่เปิดอ่านไม่พบงานที่เปรียบเทียบระยะเวลาของฟิลเลอร์คางกับฟิลเลอร์ปากโดยตรง และไม่พบงานที่ยืนยันกลไกว่าทำไมสองบริเวณจึงต่างกัน ตัวเลขทั้งสองมาจากบทความของคลินิกและงานทดลองคนละผลิตภัณฑ์ จึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ ผู้อ่านควรถือว่าระยะเวลาเป็นเรื่องที่แพทย์ประเมินตามผลิตภัณฑ์ บริเวณ และตัวบุคคล ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว

ความเสี่ยงของฟิลเลอร์คาง อาการเตือน และสิ่งที่ต้องทำทันที

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยในงานทดลองของ Xie และคณะ (ผู้ได้รับฟิลเลอร์ 111 คน) คือ บวมร้อยละ 86 และกดเจ็บร้อยละ 82.5 ในไดอารี่ 2 สัปดาห์หลังฉีด โดยส่วนใหญ่ชั่วคราวและไม่รุนแรง เหตุการณ์ที่ผู้วิจัยจัดว่าเกี่ยวกับการรักษาคือผิวแดงตรงจุดฉีด ร้อยละ 1.4 ตุ่มนูน ร้อยละ 0.7 และเป็นลม ร้อยละ 0.7 และไม่พบเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกี่ยวกับการรักษา[3] อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างระดับร้อยคนเล็กเกินกว่าจะบอกว่าภาวะที่พบน้อยมากแต่ร้ายแรงจะไม่เกิด จึงต้องอ่านคู่กับคำเตือนด้านล่าง

The FDA states that the most concerning risk is accidental ingestion of fillers into blood vessels. Although the chances of this happening are low, the consequences can be serious and potentially permanent, such as tissue death, vision loss or even blindness, and stroke.[2] งานทบทวนภาวะสูญเสียการมองเห็นหลังฉีดฟิลเลอร์สรุปว่าทุกบริเวณของใบหน้ามีโอกาสเกิดภาวะนี้ได้ แม้แพทย์ที่มีประสบการณ์ก็อาจพบ[6] In the compiled reports, the most common injection sites were the nose, forehead, and between the eyebrows.[6][7] ซึ่งเป็นสัดส่วนในกลุ่มผู้ป่วยที่มีรายงาน ไม่ใช่ความเสี่ยงต่อการฉีดหนึ่งครั้ง และไม่ได้แปลว่าคางปลอดภัยกว่า ส่วนความเสี่ยงเฉพาะที่คาง คลินิกระบุเพียงว่าฉีดผิดตำแหน่งอาจทำให้คางดูยาวผิดธรรมชาติ[1]

Warning signs you should be aware of.

SyndromeCharacteristics as specified by the source.
Abnormal painThe FDA recommends seeking immediate medical attention if you experience any unusual pain during or shortly after the injection.[2]
Vision and the eyesChanges in vision, blurred vision, ptosis (drooping eyelids) (56.2%), and inability to move the eyes normally (44.1%) were reported in patient vision loss cases collected between September 2018 and March 2023.[2][7]
Skin color changesThe skin at the injection site will turn white, gray, or blue.[2] A 2014 review noted that pale white skin, a livedo pattern, slow blood return, and purplish-red discoloration may be observed, followed by blisters and subsequent skin peeling.[8]
Similar to a stroke.Difficulty speaking suddenly, numbness or weakness in the face, arms, or legs, difficulty walking, drooping face, severe headache, dizziness, or confusion.[2]

Regarding outcomes, a 2024 review encompassing 318 patient reports indicating visual outcomes found that 6.0% had full recovery, 25.8% had partial recovery, and 68.2% had no recovery. No treatment was found to be significantly associated with improvement.[7] Therefore, you shouldn't wait to see if the symptoms will go away on their own.

What should you do if warning signs appear?

  1. Tell the administering physician immediately to stop the injection. The FDA states that recipients must stop the injection immediately if they experience pale skin, changes in vision, symptoms resembling a stroke, or unusual pain.[2]
  2. If you experience any eye symptoms or symptoms similar to a stroke, go to the emergency room or see an ophthalmologist immediately. A review indicates that vision loss from fillers requires immediate referral to an ophthalmologist.[2][6]
  3. If your skin changes color or becomes unusually sore, return to the doctor who administered the injection or a dermatologist as soon as possible. A review indicates that early detection and prompt administration of hyaluronidase are key to successful treatment.[8]

The risks of fillers near the eyes can be found in this article. Is it true that you can go blind if you get filler injections under your eyes?

เตรียมตัวและเลือกแพทย์อย่างไรก่อนฉีดฟิลเลอร์คาง

The FDA recommends choosing a licensed provider with experience in dermatology or cosmetic surgery, and that filler injections be considered a medical procedure.[2] Here are some questions you should ask before getting a shot:

  • คางของฉันเข้าข่ายคางถอย คางสั้น หรือแบบอื่น ฟิลเลอร์เหมาะหรือไม่ และมีทางเลือกอื่น เช่น การผ่าตัดใส่วัสดุเสริมคางหรือไม่[3]
  • จะฉีดที่ชั้นใด ใช้เข็มคมหรือเข็มทู่ และจะแบ่งฉีดหลายครั้งหรือไม่[1][3]
  • ใช้ฟิลเลอร์ชนิดใด ขอฉลากหรือเอกสารกำกับได้หรือไม่ และเหมาะกับบริเวณคางอย่างไร[2]
  • ตัวเลขซีซีและระยะเวลาที่แพทย์บอกมีที่มาอย่างไร ถ้าเป็นช่วงที่ยาวกว่า 12 เดือน ใช้ข้อมูลอะไรรองรับ[3][4]
  • Do you have a plan in place and are ready to administer hyaluronidase or refer patients immediately if any warning signs occur? The FDA states that recipients of these injections should have such a plan.[2][8]
  • Personal precautions include conditions such as inflammation or infection of the skin in the area, bleeding disorders, history of severe allergies, pregnancy, or breastfeeding, which the FDA has stated should be disclosed to a doctor or whose safety is still unknown.[2]

Read more about fillers in other areas in our articles. Orange Cheek Filler, ฟิลเลอร์ขมับ and lip filler

FAQ (Frequently Asked Questions)

Q: ฟิลเลอร์คางคืออะไร ?

คือการฉีดสารเติมเต็มที่คางเพื่อเพิ่มปริมาตรให้คางที่ถอยหรือสั้นดูสมดุลกับใบหน้าขึ้น งานทดลองที่เปิดอ่านได้ศึกษาในผู้ใหญ่ที่คางถอยระดับน้อยถึงปานกลาง ควรให้แพทย์ประเมินรูปหน้าก่อนว่าเหมาะกับการเติมหรือไม่

Q: ฟิลเลอร์คางใช้กี่ซีซี ?

คลินิกระบุว่ามักใช้ 1–4 ซีซีโดยไม่ระบุที่มา งานทดลองหนึ่งฉบับใช้เฉลี่ย 2.1 มล. ในบริเวณหลักและอีก 1.4 มล. ในบริเวณอื่นของคางสำหรับผู้ที่ได้รับ ปริมาณจริงขึ้นกับรูปหน้า เป้าหมาย และผลิตภัณฑ์ที่แพทย์เลือก

Q: ฟิลเลอร์คางอยู่ได้นานแค่ไหน ?

คลินิกระบุว่า 12–24 เดือน แต่ยังไม่มีแหล่งอิสระยืนยัน งานทดลอง 2 ฉบับติดตามถึง 12 เดือน และพบว่าที่ 12 เดือนมีผู้ที่ยังดีขึ้นอย่างน้อย 1 ระดับ ร้อยละ 61 และ 54.67 ตามลำดับ ซึ่งยังไม่ครอบคลุมช่วงหลัง 12 เดือน

Q: ทำไมระยะเวลาฟิลเลอร์คางจึงต่างจากฟิลเลอร์ปาก ?

FDA ระบุว่าระยะเวลาขึ้นกับวัสดุและบริเวณที่ฉีด แต่ในแหล่งที่เปิดอ่านไม่พบงานที่เปรียบเทียบคางกับปากโดยตรง หรืออธิบายกลไกที่ทำให้ต่างกัน ตัวเลขของสองบริเวณมาจากบทความของคลินิกและงานทดลองคนละผลิตภัณฑ์ จึงเทียบตรง ๆ ไม่ได้

Q: ฟิลเลอร์คางมีความเสี่ยงอะไรบ้าง ?

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือบวม กดเจ็บ และผิวแดงตรงจุดฉีด ส่วนความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดคือฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือด ซึ่ง FDA ระบุว่าอาจทำให้เนื้อเยื่อตาย มองเห็นผิดปกติจนถึงตาบอด หรือเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

Q: ฉีดฟิลเลอร์คางแล้วมีอาการแบบไหนต้องไปพบแพทย์ทันที ?

If you experience unusual pain, blurred or altered vision, skin at the injection site turning white, gray, or bluish, or symptoms similar to a stroke such as difficulty speaking, facial drooping, weakness in the arms or legs, or severe headache, seek immediate medical attention and inform the person who administered the injection. Do not wait and see if symptoms appear.

Conclusion

ฟิลเลอร์คางคือการเติมปริมาตรที่คางเพื่อปรับสัดส่วนใบหน้า งานทดลองแบบสุ่มที่เปิดอ่านได้รองรับผลในคางถอยระดับน้อยถึงปานกลางที่ 6 และ 12 เดือน แต่เป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะรุ่นและมีผู้เขียนที่สังกัดบริษัทที่เกี่ยวข้อง ตัวเลข 1–4 ซีซีและ 12–24 เดือนของคลินิกยังไม่มีแหล่งอิสระยืนยัน และไม่พบงานที่อธิบายว่าทำไมระยะเวลาจึงต่างจากฟิลเลอร์ปาก ความเสี่ยงฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือดอาจทำให้เนื้อเยื่อตาย ตาบอด หรือเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ ผู้ที่มีอาการปวดผิดปกติ ตามัว ผิวเปลี่ยนสี หรืออาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมองหลังฉีด ต้องรีบพบแพทย์ทันที

ที่ Fresh Code Clinic แพทย์ประเมินรูปหน้าและเป้าหมายของแต่ละคนก่อนวางแผนฉีด ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรับประกันผลลัพธ์ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินก่อน

Fresh Code Clinic Team

Fresh Code Clinic is a beauty lifestyle clinic located in Sukhumvit Soi 5, near BTS Nana. It offers skin care services, acne treatment, laser treatments, skin tightening, fillers, and Botox, all provided by a team of expert doctors with personalized care tailored to each individual's skin condition.

19 Sukhumvit Soi 5, near BTS Nana, Exit 1. Parking available. Open daily 11:00 AM – 8:00 PM. Tel: 02-253-2236, 083-626-4264

References