ฟิลเลอร์แก้มส้ม (Filler) คืออะไร? ต้องฉีดบริเวณไหน?

ฟิลเลอร์แก้มส้มคือการฉีดสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA Filler) ที่บริเวณแก้มด้านหน้าซึ่งนูนขึ้นเวลายิ้ม เพื่อเติมปริมาตรให้กลางใบหน้า บทความนี้อธิบายว่าแก้มส้มอยู่ตรงไหน ฉีดที่ชั้นใด โดยตรวจกับงานทบทวนและข้อมูลของ FDA ที่เปิดอ่านได้ รวมถึงความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน อาการเตือนที่ต้องไปพบแพทย์ทันที และข้อจำกัดของหลักฐาน เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย

Key Takeaways

  • ฟิลเลอร์แก้มส้มเน้นเติมปริมาตรกลางใบหน้า ไม่ใช่การกระชับผิวโดยตรง งานทบทวนระบุว่าฟิลเลอร์เติมปริมาตรและแก้ไขรูปทรงได้ทันที ส่วนการกระชับผิวมักมาจากเครื่องพลังงานซึ่งเห็นผลทีละน้อย
  • แพทย์อาจวางฟิลเลอร์ทั้งชั้นลึกเพื่อพยุงโครงสร้างและชั้นตื้นเพื่อปรับรูปทรง โดยเลือกเนื้อฟิลเลอร์ให้เหมาะกับแต่ละชั้น แต่งานทบทวนระบุว่าคำแนะนำส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ของแพทย์และรายงานผู้ป่วย ยังไม่มีงานทดลองแบบสุ่มรองรับ
  • ความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดคือฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือด FDA ระบุว่าอาจทำให้เนื้อเยื่อตาย มองเห็นผิดปกติจนถึงตาบอด หรือเกิดโรคหลอดเลือดสมอง แม้โอกาสเกิดจะต่ำ แต่ผลอาจร้ายแรงและอาจเป็นถาวร
  • ปวดผิดปกติ ตามัวหรือมองเห็นเปลี่ยน ผิวบริเวณที่ฉีดเป็นสีขาว เทา หรือน้ำเงินคล้ำ หรืออาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง เป็นสัญญาณที่ต้องไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรรอดูอาการ

ฟิลเลอร์แก้มส้มคืออะไร และ HA Filler คืออะไร

คลินิกอธิบายว่า ฟิลเลอร์แก้มส้ม คือการฉีดสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid หรือ HA Filler) เข้าที่บริเวณแก้มด้านหน้า ช่วงระหว่างใต้ตากับเหนือมุมปาก เพื่อให้ใบหน้าดูอิ่มและมีมิติตามทรงแก้มที่นูนกลมคล้ายผลส้ม[1]

สำหรับคำถามที่ค้นหาบ่อยว่า HA Filler คืออะไร หน้าบริการของคลินิกอธิบายว่าเป็นสารเติมเต็มที่ผลิตขึ้นให้เลียนแบบกรดไฮยาลูรอนิกที่มีอยู่ในร่างกาย ใช้เติมโครงสร้างผิวส่วนที่ลดลงตามอายุ[2] ด้านหน่วยงานกำกับของสหรัฐฯ FDA จัดฟิลเลอร์เป็นอุปกรณ์การแพทย์ชนิดฉีดเข้าใต้ผิว ที่ได้รับอนุมัติให้ช่วยให้ใบหน้าดูเรียบหรือเต็มขึ้น รวมถึงการเพิ่มปริมาตรที่แก้ม และระบุว่าการฉีดฟิลเลอร์ควรถือเป็นหัตถการทางการแพทย์ ไม่ใช่เพียงงานเสริมความงาม[3]

คำว่า “แก้มส้ม” เป็นคำที่คนทั่วไปใช้เรียกทรงแก้มนี้ ส่วนงานทบทวนทางการแพทย์ที่เปิดอ่านใช้คำว่าบริเวณกลางแก้ม (midcheek) หรือกลางใบหน้า (midface) ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริเวณโหนกแก้มและร่องกลางแก้ม[4] ข้อดีที่แหล่งอ้างอิงกล่าวถึงคือฟิลเลอร์ HA สลายได้ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส จึงใช้จัดการเมื่อฉีดเกินหรือเมื่อเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน[4][5]

แก้มส้มอยู่ตรงไหน และเปลี่ยนไปตามวัยอย่างไร

คลินิกอธิบายตำแหน่งแก้มส้มไว้ดังนี้[1]

  • อยู่ระหว่างใต้ตากับริมฝีปาก
  • เป็นตำแหน่งที่แก้มนูนขึ้นเวลายิ้ม
  • เมื่ออายุเพิ่มหรือไขมันหน้าแก้มลดลง บริเวณนี้อาจตอบ ทำให้ดูโทรม แก่ หรือเห็นร่องลึก

งานทบทวนใน JPRAS Open (Hong และคณะ) อธิบายชั้นเนื้อเยื่อบริเวณโหนกแก้มจากตื้นไปลึกว่า ได้แก่ ผิวหนัง ไขมันแก้มชั้นตื้น กล้ามเนื้อรอบดวงตา ไขมันแก้มชั้นลึก (รวมถึงไขมันใต้กล้ามเนื้อรอบตา หรือ SOOF) กล้ามเนื้อแสดงสีหน้า ไขมันที่อยู่ติดเยื่อหุ้มกระดูก เยื่อหุ้มกระดูก และกระดูก โดยมีเอ็นยึดผิว (zygomatico-cutaneous ligament) ทอดจากชั้นลึกขึ้นมายึดผิว และเป็นแนวเดียวกับร่องกลางแก้ม[4]

ผู้เขียนอธิบายว่าเมื่ออายุมากขึ้น ไขมันชั้นลึกบริเวณกลางแก้มใต้แนวเอ็นมีแนวโน้มฝ่อและยุบ ขณะที่ไขมันชั้นตื้นสูญเสียปริมาตรและการพยุงจนหย่อน ทำให้เห็นความต่างระหว่างบริเวณเหนือและใต้แนวเอ็นชัดขึ้น[4] จึงเป็นเหตุผลที่แพทย์ต้องแยกให้ได้ก่อนว่าปัญหาของแต่ละคนมาจากชั้นใด ไม่ใช่เพียงเติมฟิลเลอร์ลงในที่ที่ดูแบน

ฟิลเลอร์แก้มส้มช่วยอะไรได้บ้าง และหลักฐานเป็นอย่างไร

คลินิกระบุประโยชน์ของฟิลเลอร์แก้มส้มไว้หลายข้อ[1] ตารางด้านล่างเทียบข้อที่คลินิกระบุกับสิ่งที่งานทบทวนที่เปิดอ่านได้กล่าวถึง เป็นภาพรวมทั่วไป ไม่ใช่การรับประกันผลของแต่ละคน

ประโยชน์ที่คลินิกระบุสิ่งที่แหล่งอ้างอิงระบุข้อควรรู้
เติมแก้มให้อิ่มและมีมิติ เหมาะกับคนหน้าแบนหรือแก้มตอบงานทบทวนระบุว่าฟิลเลอร์ให้การเติมปริมาตรและแก้ไขรูปทรงได้ทันที[4]FDA ระบุว่าอาการบวมและช้ำพบได้บ่อยหลังฉีด และหลายอย่างหายภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์[3]
ยกกระชับผิวกลางหน้า ลดความหย่อนโดยไม่ต้องผ่าตัดฟิลเลอร์เน้นเติมปริมาตร ส่วนการกระชับผิวมักมาจากเครื่องพลังงานซึ่งให้ผลเพิ่มขึ้นทีละน้อย[4]งานทบทวนยกตัวอย่างว่า หากผิวหนังตาล่างหย่อนเกิน 1 ซม. ในการทดสอบดึงผิว การรักษาแบบไม่ผ่าตัดอาจกระชับได้จำกัด[4]
ลดร่องใต้ตาและร่องแก้มการวางฟิลเลอร์ตามชั้นกายวิภาคอาจช่วยแก้ร่องกลางแก้มและโพรงใต้ตา[4]หลักฐานส่วนใหญ่เป็นรายงานกลุ่มผู้ป่วย ไม่พบงานทดลองแบบสุ่ม และหากถุงไขมันใต้ตายื่นชัดเวลายิ้ม อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย[4]
ทำให้ดูอ่อนเยาว์ เพิ่มวอลุ่มแบบธรรมชาติการเลือกชั้นฉีดและเนื้อฟิลเลอร์ให้เหมาะกับแต่ละชั้นช่วยให้ผลคาดเดาได้มากขึ้น[4]งานที่รวบรวมส่วนใหญ่ใช้คะแนนจากแพทย์และภาพถ่าย ไม่ค่อยใช้แบบประเมินที่ผู้รับบริการรายงานเอง[4]
เพิ่มความสมดุลของใบหน้าไม่พบแหล่งอ้างอิงที่วัดข้อนี้โดยตรงในงานที่เปิดอ่านครั้งนี้เป็นข้อที่คลินิกระบุ ควรให้แพทย์อธิบายเป้าหมายและภาพจำลองที่เป็นไปได้ก่อนตัดสินใจ[1]

ฉีดฟิลเลอร์แก้มส้มตรงไหน ฉีดชั้นไหน

คลินิกอธิบายว่าแพทย์จะฉีดบริเวณกลางแก้มหรือกลางใบหน้า (mid-cheek หรือ mid-face) ใต้โหนกแก้ม ซึ่งสัมพันธ์กับจุดยึดของผิว และอาจใช้เทคนิคฉีดลึกถึงชั้นกระดูกเพื่อยกผิว ร่วมกับฉีดตื้นเป็นบางจุดเพื่อความนุ่มนวล[1] หน้าบริการระบุว่าแพทย์วิเคราะห์รูปหน้าด้วยแนวคิด MD Codes ซึ่งรวบรวมจุดสำคัญ 8 จุดบนใบหน้าก่อนฉีด[2] ในแหล่งอิสระที่เปิดอ่านครั้งนี้ไม่พบงานที่ประเมินแนวคิดนี้โดยตรง

ชั้นลึก เพื่อพยุงโครงสร้าง

งานทบทวนของ Hong และคณะอธิบายว่าการพยุงโครงสร้างวางฟิลเลอร์ที่ชั้นไขมันแก้มส่วนลึกและ SOOF โดยเลือกเนื้อฟิลเลอร์ที่แข็งและยึดเกาะกันดี (ค่า G′ และ cohesivity สูง) เพื่อให้คงรูปทรงโดยใช้ปริมาณน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น[4]

ชั้นตื้น เพื่อปรับรูปทรง

ส่วนการเกลี่ยรูปทรงชั้นตื้น งานเดียวกันแนะนำเนื้อฟิลเลอร์ที่นุ่มกว่าและยืดหยุ่นกว่า เพื่อให้เข้ากับเนื้อเยื่อที่บางและขยับได้ และลดโอกาสเกิดผิวไม่เรียบ[4]

เข็มทู่ ปริมาณต่อครั้ง และข้อจำกัดของหลักฐาน

สำหรับร่องกลางแก้มที่ทอดยาว เทคนิคที่งานทบทวนอธิบายคือใช้เข็มทู่ (cannula) ขนาด 21G หรือ 23G ลอดใต้ร่องเพื่อคลายแนวพังผืดบางส่วน แล้วฉีดแบบลากเข็มถอยหลังเป็นเส้น พร้อมหยุดดูผลทุกครั้งที่ฉีดไป 0.1–0.2 มล. เพื่อป้องกันการเติมเกิน และเริ่มด้วยปริมาณน้อยก่อนแล้วค่อยเติมเป็นระยะ[4] ผู้เขียนระบุว่าในผู้ป่วยชาวเอเชียมักมีเนื้อเยื่อพังผืดหนาแน่นกว่า จึงควรใช้แรงดันต่ำ ปริมาณต่อจุดน้อย และวางชั้นตื้นมากขึ้น[4]

ด้านความปลอดภัย งานทบทวนภาพรวมของภาวะตาบอดจากฟิลเลอร์ระบุแนวทางป้องกันที่ใช้กันว่า ควรใช้เข็มทู่และกระบอกฉีดขนาดเล็ก ฉีดที่ชั้นติดกระดูกหรือชั้นตื้น เพราะชั้นใต้ผิวหนังเป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาก ดูดย้อนก่อนฉีด ฉีดช้า ใช้แรงดันน้อย และฉีดทีละปริมาณน้อย[5] อย่างไรก็ตาม รายงานผู้ป่วยในงานเดียวกันที่ระบุอุปกรณ์ฉีดมีทั้งเข็มคม (13 จาก 23 ราย) และเข็มทู่ (10 จาก 23 ราย) จึงไม่ควรเข้าใจว่าการใช้เข็มทู่ตัดความเสี่ยงได้ทั้งหมด[5]

งานทบทวนของ Hong และคณะสรุปเองว่าคำแนะนำเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ ข้อมูลเป็นรายงานกลุ่มผู้ป่วยที่แตกต่างกัน ไม่มีงานทดลองแบบสุ่ม และติดตามผลระยะยาวได้จำกัด[4]

ความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน อาการเตือน และสิ่งที่ต้องทำทันที

FDA ระบุว่าความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดของฟิลเลอร์คือการฉีดเข้าหลอดเลือดโดยไม่ตั้งใจ ทำให้หลอดเลือดอุดตันและเนื้อเยื่อขาดเลือด แม้โอกาสเกิดจะต่ำ แต่ผลที่ตามมาอาจร้ายแรงและอาจเป็นถาวร เช่น เนื้อเยื่อตาย การมองเห็นผิดปกติจนถึงตาบอด และโรคหลอดเลือดสมอง[3] งานทบทวนปี 2014 เสริมว่าอุบัติการณ์จริงยังไม่ทราบ เพราะแพทย์รายงานไม่ครบ[7]

บริเวณแก้มก็มีหลอดเลือดที่เกี่ยวข้อง งานทบทวนภาวะสูญเสียการมองเห็นหลังฉีดฟิลเลอร์ระบุว่า หลอดเลือดแดง zygomaticofacial และ infraorbital ที่กลางแก้มเป็นตัวอย่างของบริเวณเสี่ยง และสรุปว่าทุกบริเวณของใบหน้ามีโอกาสเกิดภาวะนี้ได้ แม้แพทย์ที่มีประสบการณ์ก็อาจพบ[5] ในรายงานที่รวบรวม บริเวณที่ฉีดที่พบบ่อยกว่าคือจมูก หน้าผาก และระหว่างคิ้ว[5][6] ตัวเลขเหล่านี้เป็นสัดส่วนในกลุ่มผู้ป่วยที่มีรายงาน ไม่ใช่ความเสี่ยงต่อการฉีดหนึ่งครั้ง และไม่ได้แปลว่าแก้มปลอดภัยกว่าบริเวณอื่น

อาการเตือนที่ควรรู้

กลุ่มอาการลักษณะที่แหล่งอ้างอิงระบุ
ปวดผิดปกติFDA ให้ไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการปวดผิดปกติระหว่างหรือหลังฉีดไม่นาน[3] ในรายงานผู้ป่วยภาวะสูญเสียการมองเห็น พบอาการปวดร้อยละ 31.2 (กลุ่มปี 2018–2023) และปวดตาร้อยละ 38.4 (กลุ่มถึงปี 2020)[5][6]
การมองเห็นและดวงตาการมองเห็นเปลี่ยน ตามัว หนังตาตก (ร้อยละ 56.2 ในงานปี 2024) และตากลอกไม่ได้ตามปกติ (ร้อยละ 44.1)[3][6]
สีผิวเปลี่ยนผิวบริเวณที่ฉีดเป็นสีขาว เทา หรือน้ำเงิน[3] งานทบทวนปี 2014 ระบุว่าอาจพบผิวซีดขาว ลายร่างแห (livedo) เลือดกลับเข้าผิวช้า และสีแดงม่วงคล้ำ ตามด้วยตุ่มน้ำและผิวหลุดลอกในเวลาต่อมา[7]
คล้ายโรคหลอดเลือดสมองพูดลำบากทันที ชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้า แขน ขา เดินลำบาก ใบหน้าตก ปวดศีรษะรุนแรง เวียนศีรษะ หรือสับสน[3] ในรายงานปี 2018–2023 พบลักษณะคล้ายโรคหลอดเลือดสมองร้อยละ 19.2[6]

เรื่องผลลัพธ์ งานทบทวนปี 2024 ที่รวมรายงานผู้ป่วยที่ระบุผลการมองเห็น 318 ราย พบว่าฟื้นเต็มที่ร้อยละ 6.0 ฟื้นบางส่วนร้อยละ 25.8 และไม่ฟื้นร้อยละ 68.2 และไม่พบว่าวิธีรักษาใดสัมพันธ์กับการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ[6] งานทบทวนอีกฉบับระบุว่ายังไม่มีวิธีรักษาที่มีหลักฐานรองรับชัดเจน และผู้เขียนระบุว่าเป้าหมายคือคืนเลือดไปเลี้ยงตาให้เร็วที่สุด เพราะหลังประมาณ 90 นาทีความเสียหายของจอประสาทตาอาจกลับคืนไม่ได้[5] จึงไม่ควรรอดูว่าอาการจะหายเอง

ถ้าเกิดอาการเตือน ควรทำอย่างไร

  1. บอกแพทย์ผู้ฉีดทันทีเพื่อให้หยุดการฉีด FDA ระบุว่าผู้ฉีดต้องหยุดฉีดทันทีเมื่อพบผิวซีดขาว การมองเห็นเปลี่ยน อาการเหมือนโรคหลอดเลือดสมอง หรืออาการปวดผิดปกติ[3]
  2. หากมีอาการทางตา เช่น ปวดตา ตามัว มองไม่เห็น หรือมีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือพบจักษุแพทย์ทันที งานทบทวนระบุว่าภาวะสูญเสียการมองเห็นจากฟิลเลอร์ต้องส่งต่อจักษุแพทย์โดยด่วน[3][5]
  3. หากผิวเปลี่ยนสีหรือเจ็บผิดปกติ ให้กลับไปหาแพทย์ผู้ฉีดหรือแพทย์ผิวหนังโดยเร็ว งานทบทวนระบุว่าการรู้เร็วและให้ไฮยาลูโรนิเดสทันทีเป็นหัวใจของการรักษา และการเข้าแทรกแซงเร็วมีแนวโน้มลดความเสียหาย[7]

สำหรับความเสี่ยงของฟิลเลอร์บริเวณใกล้ดวงตา อ่านเพิ่มได้ที่บทความ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ตาบอดจริงไหม

ก่อนตัดสินใจ อยู่ได้นานแค่ไหน ผลข้างเคียง และคำถามที่ควรถามแพทย์

ฟิลเลอร์แก้มส้มอยู่ได้นานแค่ไหน

คลินิกระบุว่าอยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน ขึ้นกับชนิดของฟิลเลอร์และการดูแลตัวเอง[1] FDA ระบุว่าระยะเวลาที่ผลคงอยู่ขึ้นกับวัสดุฟิลเลอร์และบริเวณที่ฉีด[3] งานศึกษาด้วย MRI ในผู้ป่วย 33 คนที่ฉีดฟิลเลอร์ HA ที่กลางใบหน้า ตรวจพบเจลในทุกคนแม้ผ่านไปอย่างน้อย 2 ปี และรายหนึ่งพบนานถึง 15 ปี[8] แต่การตรวจพบเจลไม่เท่ากับยังเห็นผลต่อรูปหน้า และเป็นงานขนาดเล็ก จึงยังไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน

ผลข้างเคียงทั่วไป

FDA ระบุว่าผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือช้ำ แดง บวม เจ็บ กดเจ็บ คัน และผื่น ส่วนที่พบน้อยกว่าคือก้อนนูนใต้ผิว การติดเชื้อ และการแพ้ โดยผลข้างเคียงส่วนใหญ่เกิดไม่นานหลังฉีดและหายภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ แต่บางกรณีอาจเกิดขึ้นหลังฉีดไปแล้วหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือหลายปี[3]

คำถามที่ควรถามแพทย์ก่อนฉีด

  • ผู้ฉีดคือใคร และมีประสบการณ์ด้านผิวหนังหรือศัลยกรรมตกแต่งหรือไม่ FDA แนะนำให้เลือกผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตและมีประสบการณ์ด้านนี้[3]
  • ใช้ฟิลเลอร์ชนิดใด ขอฉลากหรือเอกสารกำกับของผลิตภัณฑ์ได้หรือไม่ เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละตัวได้รับอนุมัติสำหรับบริเวณต่างกัน[3]
  • จะฉีดที่ชั้นใด ใช้เข็มคมหรือเข็มทู่ และเพราะเหตุใด[4][5]
  • มีแผนรับมือและพร้อมให้ไฮยาลูโรนิเดสหรือส่งต่อผู้ป่วยทันทีหรือไม่หากเกิดอาการเตือน FDA ระบุว่าผู้ฉีดควรมีแผนนี้[3][4]
  • ข้อควรระวังส่วนตัว เช่น ผิวบริเวณนั้นอักเสบหรือติดเชื้อ โรคเลือดออกง่าย ประวัติแพ้รุนแรง การตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ซึ่ง FDA ระบุว่าควรแจ้งแพทย์หรือยังไม่ทราบความปลอดภัย[3]

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟิลเลอร์บริเวณอื่น ได้ที่บทความ ฟิลเลอร์ขมับ และ ฟิลเลอร์คาง

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q: ฟิลเลอร์แก้มส้มคืออะไร ?

คลินิกอธิบายว่าคือการฉีดสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิกแอซิดเข้าที่บริเวณแก้มด้านหน้า ช่วงระหว่างใต้ตากับเหนือมุมปาก เพื่อเติมปริมาตรให้ใบหน้าดูอิ่มและมีมิติ ส่วนผลลัพธ์ขึ้นกับโครงสร้างใบหน้าและการประเมินของแพทย์ในแต่ละคน

Q: HA Filler คืออะไร ?

HA Filler คือสารเติมเต็มที่มีไฮยาลูรอนิกแอซิดเป็นส่วนประกอบหลัก ผลิตขึ้นให้คล้ายสารที่มีในร่างกาย FDA จัดฟิลเลอร์เป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่ควรฉีดโดยผู้ได้รับอนุญาตและมีประสบการณ์ ฟิลเลอร์ HA สลายได้ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสเมื่อจำเป็น

Q: ฉีดฟิลเลอร์แก้มส้มตรงไหน ?

คลินิกอธิบายว่าฉีดที่บริเวณกลางแก้มใต้โหนกแก้ม งานทบทวนระบุว่าอาจวางฟิลเลอร์ทั้งชั้นลึก (พยุงโครงสร้าง) และชั้นตื้น (ปรับรูปทรง) โดยเลือกเนื้อฟิลเลอร์ให้เหมาะกับแต่ละชั้น ตำแหน่งและชั้นที่เหมาะจริงให้แพทย์ประเมินเป็นรายคน

Q: ฟิลเลอร์แก้มส้มอยู่ได้นานแค่ไหน ?

คลินิกระบุว่าอยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน ขึ้นกับชนิดฟิลเลอร์และการดูแลตัวเอง FDA ระบุว่าระยะเวลาขึ้นกับวัสดุและบริเวณที่ฉีด งาน MRI ขนาดเล็กตรวจพบเจลที่กลางใบหน้านานอย่างน้อย 2 ปี แต่การตรวจพบเจลไม่เท่ากับยังเห็นผล จึงไม่มีตัวเลขเดียวสำหรับทุกคน

Q: ฉีดฟิลเลอร์แก้มแล้วมีอาการแบบไหนต้องไปพบแพทย์ทันที ?

ปวดผิดปกติ ตามัวหรือมองเห็นเปลี่ยน ผิวบริเวณที่ฉีดเป็นสีขาว เทา หรือน้ำเงินคล้ำ หรืออาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง เช่น พูดลำบาก ใบหน้าตก แขนขาอ่อนแรง ปวดศีรษะรุนแรง ตามคำแนะนำของ FDA ให้ไปพบแพทย์ทันทีและแจ้งผู้ฉีด ไม่ควรรอดูอาการ

Q: ฟิลเลอร์แก้มช่วยลดร่องใต้ตาและร่องแก้มได้ไหม ?

คลินิกระบุว่าช่วยได้ และงานทบทวนระบุว่าการวางฟิลเลอร์ตามชั้นกายวิภาคอาจช่วยแก้ร่องกลางแก้มและโพรงใต้ตา แต่หลักฐานส่วนใหญ่เป็นรายงานกลุ่มผู้ป่วย และบางสาเหตุ เช่น ถุงไขมันใต้ตาที่ยื่นชัด อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย ควรให้แพทย์ประเมินสาเหตุก่อน

สรุป

ฟิลเลอร์แก้มส้มคือการฉีด HA Filler ที่แก้มด้านหน้าเพื่อเติมปริมาตรกลางใบหน้า แพทย์อาจวางฟิลเลอร์ทั้งชั้นลึกและชั้นตื้นตามสาเหตุของแต่ละคน แต่หลักฐานด้านเทคนิคส่วนใหญ่ยังมาจากประสบการณ์และรายงานผู้ป่วย ขณะที่ความเสี่ยงฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือดแม้พบไม่บ่อยก็อาจทำให้เนื้อเยื่อตาย ตาบอด หรือเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ ผู้ที่มีอาการปวดผิดปกติ ตามัว ผิวเปลี่ยนสี หรืออาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมองหลังฉีด ต้องรีบพบแพทย์ทันที

ที่ Fresh Code Clinic แพทย์ประเมินโครงสร้างใบหน้า สาเหตุของแก้มตอบ และเป้าหมายของแต่ละคนก่อนวางแผนฉีด ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรับประกันผลลัพธ์ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินก่อน

ทีม Fresh Code Clinic

Fresh Code Clinic เป็น Beauty Lifestyle Clinic ย่านสุขุมวิท 5 ใกล้ BTS นานา ให้บริการดูแลผิว รักษาสิว เลเซอร์ ยกกระชับ ฟิลเลอร์ และโบท็อกซ์ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดูแลแบบเฉพาะบุคคลตามสภาพผิวของแต่ละคน

19 สุขุมวิท ซอย 5 ใกล้ BTS นานา ทางออก 1 มีที่จอดรถ · เปิดทุกวัน 11:00 – 20:00 น. · โทร 02-253-2236, 083-626-4264

แหล่งอ้างอิง