Oligio X เป็นเครื่องยกกระชับแบบไม่ผ่าตัดที่ใช้คลื่นวิทยุ Monopolar RF พัฒนาต่อจาก Oligio รุ่นเดิม จุดเปลี่ยนสำคัญคือระบบ GXG Dual Mode ที่ส่งพลังงานเป็นลำดับ G, X และ G พร้อมระบบ Cooling ที่ออกแบบให้สบายขึ้น บทความนี้อธิบายว่า Oligio X คืออะไร ต่างจากรุ่นเดิมอย่างไร เทียบกับ Ulthera Prime และ XTherma ทำคู่กับโปรแกรมไหนได้ และควรรู้อะไรก่อนทำ เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย

Key Takeaways

  • Oligio X เป็นเครื่องยกกระชับ Monopolar RF ความถี่ 6.78 MHz กำลังสูงสุด 400W ใช้ความร้อนกระตุ้นการหดตัวของคอลลาเจนเดิมและการสร้างคอลลาเจนใหม่ โดยไม่ผ่าตัด
  • จุดต่างจากรุ่นเดิมคือ GXG Dual Mode ที่ส่งพลังงานเป็นลำดับ G Mode, X Mode และ G Mode อีกครั้ง รวมถึง Cooling Power ที่ผู้ผลิตระบุว่าเพิ่มขึ้น 2.25 เท่า
  • RF อย่าง Oligio X และ XTherma ใช้พลังงานต่างชนิดจากอัลตราซาวด์อย่าง Ulthera Prime จึงเหมาะกับปัญหาต่างกัน การเลือกเครื่องควรดูจากโครงหน้า และบางคนทำร่วมกันได้ตามการประเมินของแพทย์
  • ผลที่ผู้ผลิตระบุคือเห็นชัดขึ้นราว 3-6 เดือน และอยู่ได้ราว 8 เดือนถึง 1 ปี แต่เป็นข้อมูลจากผู้ผลิต ผลจริงต่างกันในแต่ละคน และควรแจ้งแพทย์ก่อนทำหากมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในร่างกายหรือตั้งครรภ์

Oligio X คืออะไร ? ทำไมถึงมาแรงในปี 2026

Oligio X เป็นเครื่องยกกระชับแบบไม่ผ่าตัดที่ใช้พลังงานคลื่นวิทยุแบบ Monopolar RF ความถี่ 6.78 MHz กำลังขับสูงสุด 400W เป็นรุ่นพัฒนาต่อจาก Oligio รุ่นเดิม โดยเพิ่มระบบการส่งพลังงานและระบบ Cooling[1] หลักการคือความร้อนจาก RF ช่วยกระตุ้นให้คอลลาเจนเดิมหดตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งงานทบทวนวรรณกรรมอธิบายว่าทั้ง RF และอัลตราซาวด์แบบโฟกัสทำให้เกิดการตอบสนองของเนื้อเยื่อจากความร้อน นำไปสู่การปรับโครงสร้างคอลลาเจน[5]

ที่เครื่องนี้ถูกพูดถึงมากในปี 2026 เพราะคนอยากได้กรอบหน้าชัดและผิวแน่นโดยไม่ต้องผ่าตัดหรือมีแผล ส่วน Oligio X ก็วางตำแหน่งให้เป็นรุ่นที่ปล่อยพลังงานละเอียดและหลายระดับกว่าเดิม บริเวณที่ทำได้คือแก้ม แก้มล่าง กรอบหน้าและแนวกราม ใต้คาง และลำคอ[1]

ข้อควรรู้คือบทความฉบับก่อนหน้าเคยกล่าวถึงเรื่องการลดไขมัน แต่หน้าบริการของคลินิกและหน้าผู้นำเข้าไม่ได้อ้างว่า Oligio X ลดไขมันโดยตรง จึงควรมองว่าเครื่องนี้เน้นยกกระชับผิวและกระตุ้นคอลลาเจน หากมีไขมันสะสมมากควรให้แพทย์ประเมินวิธีดูแลไขมันร่วมด้วย[1][2]

เทียบชัดๆ Oligio X ต่างจาก Oligio รุ่นเดิมยังไง ?

เทียบชัดๆ Oligio X ต่างจาก Oligio รุ่นเดิมยังไง

ทั้งสองรุ่นใช้ Monopolar RF เหมือนกัน ความต่างหลักอยู่ที่ Oligio X เพิ่ม GXG Dual Mode ที่รวม G Mode กับ X Mode เข้าด้วยกัน และปรับปรุงระบบ Cooling[1][2]

หัวข้อOligio Xข้อควรรู้
G Modeให้ความร้อนระดับตื้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เตรียมเนื้อเยื่อก่อนส่งพลังงานลึกขึ้น และเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นคอลลาเจนที่ผิวชั้นบน[1][2]เปรียบได้กับการอุ่นเครื่องให้ผิวพร้อมรับพลังงาน
X Modeให้ความร้อนลึกกว่า G Mode และช่วยให้ความร้อนอยู่ในเนื้อเยื่อได้นานขึ้น[1][2]เป้าหมายคือแก้ม เหนียง และโครงหน้าที่หย่อน
ลำดับ G-X-GG Mode อุ่นผิว แล้ว X Mode ส่งพลังงานลึก แล้วกลับมา G Mode เพื่อคงความร้อนและกระตุ้นคอลลาเจนต่อเนื่อง[1][2]ลำดับและการตั้งค่าแพทย์ปรับตามแต่ละเคส
Coolingผู้ผลิตระบุว่า Cooling Power เพิ่มขึ้นประมาณ 2.25 เท่าเมื่อเทียบกับ Oligio รุ่นเดิม[1][2]เป็นข้อมูลจากผู้ผลิต ยังไม่มีการยืนยันอิสระ
ระบบเสริมReal-time Impedance Feedback ตรวจค่าความต้านทานของผิวเพื่อช่วยปรับพลังงานแต่ละช็อต, Auto Mode, ระบบ Vibration[1]ช่วยเรื่องความสบายและความรวดเร็วตามที่หน้าบริการระบุ

สรุปคือ Oligio รุ่นเดิมเหมาะกับการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจนพื้นฐานด้วย RF ส่วน Oligio X วางตำแหน่งสำหรับการดูแลที่ละเอียดและหลายระดับกว่า โดยเฉพาะแก้ม เหนียง และกรอบหน้าที่เริ่มพร่ามัว

เทียบชัด Oligio X กับนวัตกรรมยกกระชับตัวท็อปอื่นๆ ในตลาด

เทียบชัด Oligio X กับนวัตกรรมยกกระชับตัวท็อปอื่นๆ ในตลาด
เครื่องเทคโนโลยีข้อมูลเด่นตามหน้าบริการ
Oligio XMonopolar RF 6.78 MHz[1]GXG Dual Mode, Cooling, Real-time Impedance Feedback เน้นยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน
Ulthera Primeอัลตราซาวด์แบบโฟกัสพร้อมภาพ (MFU-V)[3]เห็นชั้นเนื้อเยื่อแบบ Real-time ระหว่างทำ เลือกความลึกได้ 1.5, 3.0 และ 4.5 mm
XThermaMonopolar RF 6.78 MHz[4]หัวทำ 4 ขนาด ระบบ Smart Temperature Cooling ใช้ได้ทั้งใบหน้า รอบดวงตา และลำตัว

Oligio X กับ Ulthera Prime ใช้พลังงานคนละชนิด Ulthera Prime ใช้อัลตราซาวด์แบบโฟกัสส่งพลังงานเป็นจุดตามความลึก และมีภาพให้แพทย์เห็นชั้นเนื้อเยื่อ[3] ส่วน Oligio X ใช้ RF ให้ความร้อนเป็นบริเวณ ทั้งสองเป็นตัวเลือกที่คนนิยมสำหรับการยกกระชับแบบไม่ผ่าตัด การเลือกขึ้นกับโครงหน้าและระดับความหย่อน และบางคนแพทย์อาจวางแผนใช้ร่วมกัน

Oligio X กับ XTherma เป็น Monopolar RF ความถี่ 6.78 MHz เหมือนกัน แต่รายละเอียดเครื่องต่างกัน Oligio X มี GXG Dual Mode ส่วน XTherma มีหัวทำหลายขนาดที่ครอบคลุมรอบดวงตาและลำตัว[1][4] รายละเอียดอ่านเพิ่มได้ที่หน้า XTherma

ถ้าสนใจเครื่องอัลตราซาวด์อีกรุ่นของคลินิก อ่านบทความ ทำ Ultraformer MPT ที่ไหนดี ประกอบการตัดสินใจได้ ส่วนในงานวิจัย เครื่อง Monopolar RF คนละรุ่นมีผลต่างกัน ผลที่รายงานไม่ได้แปลว่าใช้กับ Oligio X ได้ตรงๆ แต่ช่วยให้เห็นภาพรวมของกลุ่มเทคโนโลยี เช่น การศึกษาผู้ป่วย 17 คนกับเครื่อง 4 MHz พบว่าแพทย์ประเมินการปรับปรุงที่ราว 50% เมื่อติดตามผลและราว 30-50% ที่ 1 ปี และผู้ป่วยทนต่อการรักษาได้ดีโดยไม่มีผลข้างเคียงสำคัญ[6] ส่วนการวิเคราะห์ย้อนหลังกว่า 600 ครั้งกับ ThermaCool พบผลข้างเคียงชั่วคราวราว 2.7% ของครั้งที่ทำ[7]

Oligio X ทำคู่กับโปรแกรมไหนได้บ้าง ?

คลินิกแนะนำให้เริ่มจากการยกกระชับโครงสร้างใบหน้าก่อน เพื่อให้หัตถการอื่นที่ตามมาทำงานได้ดีขึ้น หลังทำ Oligio X แพทย์อาจพิจารณาโปรแกรมต่อไปนี้ตามสภาพผิว

  • Biostimulator และ Skin Booster เช่น Sculptra, Radiesse หรือ Gouri ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน และ Profhilo ที่เสริมความชุ่มชื้นให้ผิวดูโกลว์
  • ฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ ใช้ Botox ลดริ้วรอยจากการทำงานของกล้ามเนื้อ และ Filler ปรับรูปหน้าให้เป็นธรรมชาติ แพทย์อาจพิจารณาทำสองอย่างนี้ในวันเดียวกันตามการประเมิน
  • Ultimate Skin แบบ Dewy เริ่มจาก Bubble หรือการทำความสะอาดเชิงลึกให้ผิวพร้อมรับสารบำรุง แล้วตามด้วย Ultimate Skin หรือ Harmony Shine เพื่อฟื้นฟูผิวหมองคล้ำ
  • ร้อยไหมยกกระชับ (Thread Lifting) เหมาะกับคนที่คอลลาเจนลดลงและมีความหย่อนหรือโครงหน้าไม่ชัด ซึ่งแพทย์จะประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

ลำดับและช่วงเวลาที่ทำแต่ละโปรแกรมต่างกันในแต่ละคน ควรให้แพทย์วางแผนให้ ไม่ควรเลือกทำหลายอย่างพร้อมกันเอง

ก่อนทำ Oligio X ควรรู้อะไรบ้าง ? เหมาะกับใคร และควรเลือกกี่ช็อต

Oligio X เหมาะกับคนที่มีแก้มหรือกรอบหน้าเริ่มหย่อน มีผิวใต้คางหย่อน หรืออยากให้โครงหน้าคมชัดขึ้นโดยไม่ผ่าตัด งานทบทวนระบุว่าเครื่องยกกระชับกลุ่มนี้ไม่ได้มีไว้แทนการผ่าตัด[5]

จำนวนช็อตที่ควรเลือก

หน้าบริการมีแพ็กเกจ 300, 450 และ 600 ช็อตขึ้นไป โดย 300 ช็อตอาจเหมาะกับพื้นที่ไม่กว้างหรือเน้นบางบริเวณ 450 ช็อตครอบคลุมได้มากขึ้น และ 600 ช็อตขึ้นไปพิจารณาเมื่อต้องการดูแลพื้นที่กว้าง เช่น Full Face ร่วมกับใต้คางหรือลำคอ แต่ก็ย้ำว่าจำนวนช็อตไม่ใช่ตัวกำหนดผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว ต้องดูตำแหน่งและการวางพลังงานด้วย[1]

ความรู้สึกระหว่างทำและหลังทำ

โดยทั่วไปรู้สึกอุ่นจากพลังงานใต้ผิวสลับกับความเย็นจากระบบ Cooling ความรู้สึกต่างกันตามบริเวณ ระดับพลังงาน และความหนาของผิว[1] หัตถการนี้ไม่ผ่าตัดและมี Downtime ค่อนข้างต่ำ ส่วนใหญ่กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ แต่บางคนมีผิวแดง อุ่น ตึง หรือไวต่อการสัมผัสเล็กน้อยชั่วคราว[1] ควรถามแพทย์ว่าแต่งหน้าได้เมื่อไรตามสภาพผิวของคุณ

ใครควรแจ้งแพทย์ก่อนทำ

  • มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ
  • มีการติดเชื้อหรือปัญหาผิวบริเวณที่จะทำ
  • ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • มีประวัติคีลอยด์ หรือการติดเชื้อเริมบริเวณที่จะทำ
  • มีโรคประจำตัวหรือภาวะที่อาจส่งผลต่อการรักษา
  • เพิ่งฉีดหรือทำหัตถการอื่นในบริเวณเดียวกัน

รายการนี้เป็นข้อควรระวังตามหน้าบริการของคลินิก[1] แพทย์จะซักประวัติและประเมินความเหมาะสมก่อนทุกครั้ง

ผลลัพธ์หลังทำ Oligio X

ผู้ผลิตระบุว่าบางคนรู้สึกตึงหรือกระชับได้ตั้งแต่ช่วงแรก และผลจาก Collagen Remodeling จะค่อยๆ ชัดขึ้นในช่วงประมาณ 3-6 เดือนหลังทำ โดยอยู่ได้ประมาณ 8 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นกับอายุ สภาพผิว และพฤติกรรมของแต่ละคน[1] ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลจากผู้ผลิต ซึ่งหน้าบริการระบุว่าไม่ได้อ้างอิงงานวิจัยทางคลินิกไว้ในหน้านั้น จึงควรมองเป็นแนวทาง ไม่ใช่การรับประกัน

หน้าบริการแนะนำให้ถ่ายภาพติดตามผลในมุม ระยะ แสง และสีหน้าที่ใกล้เคียงกัน เพื่อเปรียบเทียบผลได้ตรงจริง[1] ภาพรีวิวของคลินิกด้านล่างเป็นตัวอย่างผลลัพธ์ ผลที่เห็นขึ้นกับสภาพผิว ระดับความหย่อน และการดูแลของแต่ละคน

รีวิวผลลัพธ์หลังทำ Oligio X ภาพที่ 1
รีวิวผลลัพธ์หลังทำ Oligio X ภาพที่ 2
รีวิวผลลัพธ์หลังทำ Oligio X ภาพที่ 3
รีวิวผลลัพธ์หลังทำ Oligio X ภาพที่ 4

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q: ทำ Oligio X แล้วเจ็บไหม ?

โดยทั่วไปรู้สึกอุ่นใต้ผิวสลับกับความเย็นจากระบบ Cooling ซึ่งออกแบบให้สบายขึ้น แต่ความรู้สึกต่างกันตามบริเวณ ระดับพลังงาน และความหนาของผิว แพทย์จะปรับให้เหมาะกับแต่ละคน

Q: Oligio X เหมาะกับใครบ้าง ?

เหมาะกับคนที่มีแก้มหรือกรอบหน้าเริ่มหย่อน มีผิวใต้คางหย่อน และอยากให้โครงหน้าคมชัดขึ้นโดยไม่ผ่าตัด ควรให้แพทย์ประเมินโครงหน้าก่อนว่าเหมาะกับ RF หรือเครื่องอื่นมากกว่า

Q: ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน และต้องทำบ่อยไหม ?

ผู้ผลิตระบุว่าผลชัดขึ้นประมาณ 3-6 เดือน และอยู่ได้ประมาณ 8 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นกับอายุ สภาพผิว และการดูแลตัวเอง ความถี่ในการทำซ้ำแพทย์จะแนะนำตามสภาพผิวของแต่ละคน

Q: หลังทำต้องพักฟื้นไหม ?

ไม่ต้องพักฟื้นแบบผ่าตัด และส่วนใหญ่กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ แต่บางคนมีผิวแดง อุ่น ตึง หรือไวต่อการสัมผัสชั่วคราว ควรถามแพทย์เรื่องการแต่งหน้าตามสภาพผิวของคุณ

Q: Oligio X ต่างจาก Oligio รุ่นเดิมอย่างไร ?

Oligio X เพิ่ม GXG Dual Mode ที่ส่งพลังงานเป็นลำดับ G Mode, X Mode และ G Mode อีกครั้ง และ Cooling Power ที่ผู้ผลิตระบุว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 2.25 เท่า ส่วนหลักการยังเป็น Monopolar RF เหมือนรุ่นเดิม

Q: ควรเลือกกี่ช็อต ?

ขึ้นกับพื้นที่ที่ต้องการดูแลและการวางพลังงาน แพ็กเกจที่มีคือ 300, 450 และ 600 ช็อตขึ้นไป โดยจำนวนช็อตไม่ใช่ตัวกำหนดผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว แพทย์จะแนะนำจำนวนที่เหมาะกับแต่ละคน

สรุป

Oligio X เป็นรุ่นพัฒนาของ Oligio ที่เพิ่ม GXG Dual Mode และระบบ Cooling ให้ยกกระชับได้ละเอียดขึ้น เหมาะกับคนที่อยากให้กรอบหน้าและแก้มกระชับโดยไม่ผ่าตัด แต่ผลลัพธ์ต่างกันตามโครงหน้า ระดับความหย่อน และการวางแผนของแพทย์ ที่ Fresh Code Clinic ทีมแพทย์วิเคราะห์โครงหน้า ปัญหาที่กังวล และระดับความหย่อนเป็นรายเคส แล้วปรับพลังงานและจำนวนช็อตให้เหมาะกับแต่ละคน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและปลอดภัยตามมาตรฐานของคลินิก

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรับประกันผลลัพธ์ หากยังไม่แน่ใจว่าใบหน้าของคุณเหมาะกับเครื่องไหน ให้ทีมแพทย์วิเคราะห์โครงหน้าก่อนทำทุกครั้ง

ทีม Fresh Code Clinic

Fresh Code Clinic เป็น Beauty Lifestyle Clinic ย่านสุขุมวิท 5 ใกล้ BTS นานา ให้บริการดูแลผิว รักษาสิว เลเซอร์ ยกกระชับ ฟิลเลอร์ และโบท็อกซ์ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดูแลแบบเฉพาะบุคคลตามสภาพผิวของแต่ละคน

19 สุขุมวิท ซอย 5 ใกล้ BTS นานา ทางออก 1 มีที่จอดรถ · เปิดทุกวัน 11:00 – 20:00 น. · โทร 02-253-2236, 083-626-4264

แหล่งอ้างอิง