เจาะลึก Oligio X คืออะไร ต่างจาก Oligio รุ่นเดิมยังไง อัปเดตปี 2026 !
สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน ! วันนี้หมอจะชวนมาอัปเดตเทรนด์ความงามที่กำลังมาแรงมากๆ ในปี 2026 สำหรับใครที่อยากมีกรอบหน้าเรียวเป๊ะ ผิวเฟิร์มแน่นแบบไม่ต้องพึ่งมีดหมอ หลายคนคงเคยได้ยินชื่อเครื่อง Oligio X กันมาบ้างแล้วใช่ไหม วันนี้หมอจะพาไปเจาะลึกกันแบบหมดเปลือกเลยว่า Oligio X คืออะไร ทำไมถึงกลายเป็นนวัตกรรมยกกระชับหน้ายอดฮิต และที่สำคัญคือมันต่างจากเครื่องรุ่นเดิมยังไง มาหาคำตอบไปพร้อมกันเลย !
สารบัญ
Oligio X คืออะไร ? ทำไมถึงมาแรงในปี 2026
สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังใหม่กับวงการหัตถการความงาม หมอขออธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า Oligio X คือนวัตกรรมยกกระชับหน้าแบบไม่ต้องผ่าตัด (Non-Surgical Lifting) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในปี 2026 โดยเครื่องนี้ทำงานด้วยการใช้พลังงานคลื่นวิทยุ RF (Monopolar Radiofrequency) แบบขั้วเดียว ส่งความร้อนลงไปใต้ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
จุดเด่นที่ทำให้เครื่องนี้กลายเป็นตัวท็อป คือ ความสามารถในการลดและสลายไขมันใต้ผิวไปพร้อมๆ กับการยกกระชับผิวในคราวเดียวกัน พอพลังงานความร้อนลงไปสะสมใต้ผิว มันจะไปกระตุ้นให้คอลลาเจนและอีลาสตินที่หย่อนคล้อยเกิดการหดตัวและเรียงตัวใหม่ พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในระยะยาว ทำให้กรอบหน้าของเพื่อนๆ ดูชัดขึ้น ผิวแน่นเฟิร์มขึ้น และช่วยจัดการปัญหาความหย่อนคล้อยได้อย่างตรงจุดแบบเป็นธรรมชาติสุดๆ
เทียบชัดๆ Oligio X ต่างจาก Oligio รุ่นเดิมยังไง ?
หลายคนที่เคยได้ยินชื่อ Oligio มาก่อน อาจสงสัยว่า Oligio X ต่างจาก Oligio รุ่นเดิมอย่างไร เพราะทั้งสองเครื่องอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี Monopolar RF ที่ใช้พลังงานคลื่นวิทยุส่งความร้อนลงสู่ชั้นผิว เพื่อช่วยให้ผิวดูแน่น กระชับ และกระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน ความต่างสำคัญของ Oligio X คือการพัฒนาระบบการปล่อยพลังงานให้ละเอียดขึ้น โดยเพิ่มเทคโนโลยี GXG Dual Mode ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของ G Mode และ X Mode ทำให้สามารถดูแลผิวได้ทั้งชั้นตื้นและชั้นลึกในแผนเดียว โดยข้อมูลจาก Wontech Asia ระบุว่า Oligio X พัฒนาต่อยอดจาก Oligio รุ่นเดิม และเพิ่มเทคโนโลยี GXG Dual Mode เข้ามาเพื่อยกระดับการส่งพลังงานลงสู่ผิว
- G Mode จะเน้นการให้ความร้อนอย่างอ่อนโยนบริเวณผิวชั้นบน ช่วยเตรียมผิวและกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวที่ตื้นกว่า เหมาะกับการดูแลผิวให้ดูแน่น กระชับและสบายผิวมากขึ้น
- X Mode จะเน้นการส่งพลังงานความร้อนลงลึกกว่า เพื่อช่วยดูแลความหย่อนคล้อย แก้ม เหนียง และกรอบหน้าที่เริ่มไม่ชัด โดย Wontech Asia อธิบายว่า G Mode เป็น gentle surface heating ส่วน X Mode เป็น powerful deep heating
อีกจุดที่ทำให้ Oligio X ต่างจากรุ่นเดิมคือรูปแบบการทำงานแบบ G-X-G เริ่มจาก G Mode เพื่ออุ่นผิวและเตรียมผิวก่อน จากนั้นใช้ X Mode เพื่อส่งพลังงานลงลึก และปิดท้ายด้วย G Mode อีกครั้งเพื่อช่วยคงความร้อนไว้ใต้ผิวให้ทำงานต่อเนื่องขึ้น แนวคิดนี้ช่วยให้การยกกระชับไม่ได้เน้นแค่ “ยิงพลังงานลงไป” แต่เป็นการวางลำดับพลังงานให้เหมาะกับชั้นผิวมากขึ้น นอกจากนี้ Oligio X ยังพัฒนาระบบทำความเย็นให้ดีขึ้น ช่วยให้ระหว่างทำรู้สึกสบายผิวมากขึ้น ลดความรู้สึกร้อนสะสมบริเวณผิวชั้นบน และเหมาะกับคนที่กังวลเรื่องความเจ็บหรือความร้อนระหว่างทำ โดยข้อมูลจาก Wontech Asia ระบุว่า Oligio X มี cooling power เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ Oligio รุ่นเดิม
สรุปง่าย ๆ คือ Oligio รุ่นเดิม เหมาะกับการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจนด้วยพลังงาน RF ส่วน Oligio X เป็นรุ่นที่พัฒนาขึ้นให้ทำงานละเอียดขึ้น สบายผิวขึ้น และดูแลได้หลายมิติมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาแก้ม เหนียง กรอบหน้าไม่ชัด หรือผิวเริ่มหย่อนคล้อย แต่ยังอยากได้หัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้นนาน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของแต่ละคนอาจแตกต่างกันตามสภาพผิว อายุ ความหย่อนคล้อย ปริมาณไขมันสะสม และจำนวนช็อตที่ใช้ จึงควรให้แพทย์ประเมินก่อนทำ เพื่อเลือกแผนการรักษาที่เหมาะกับใบหน้าของแต่ละคน
เทียบชัด Oligio X กับนวัตกรรมยกกระชับตัวท็อปอื่นๆ ในตลาด
ถ้าเพื่อนๆ กำลังลังเลว่า แล้วเราควรเลือกทำเครื่องไหนดี หมอขอเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ตามข้อมูลเทรนด์ที่คนกำลังเปรียบเทียบกันเยอะที่สุดในปี 2026 ดังนี้
Oligio X vs Ulthera Prime : นี่คือคู่เปรียบเทียบยอดฮิตสำหรับคนที่อยากยกกระชับหน้าไม่ต้องผ่าตัด เครื่อง Ulthera Prime จะใช้พลังงานคลื่นเสียงโฟกัสอัลตราซาวด์ยิงลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ใช้ผ่าตัดดึงหน้า ในขณะที่ฝั่งของรุ่น X จะเน้นพลังงานคลื่นวิทยุ RF ที่เด่นเรื่องผิวแน่นกระชับและสลายไขมัน ซึ่งทั้งสองตระกูลนี้ต่างก็ได้รับความนิยมเพราะเจ็บน้อยลงและผลลัพธ์ชัดเจนขึ้น การเลือกทำขึ้นอยู่กับปัญหาผิวของแต่ละคน หรือในบางเคส หมอแนะนำให้ทำคู่กันเพื่อผลลัพธ์ขั้นสุด
- Oligio X vs Thermage : ทั้งสองเครื่องนี้เป็นกลุ่มที่เน้นการสลายไขมันพร้อมยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุ RF เหมือนกัน ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนที่ต้องการลดไขมันใต้ผิวพร้อมกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวแน่นฟู ข้อแตกต่างอาจจะอยู่ที่งบประมาณและดีเทลความรู้สึกระหว่างทำ ซึ่งหมอสามารถประเมินให้เหมาะกับเพื่อนๆ ได้
Oligio X ทำคู่กับโปรแกรมไหนได้บ้าง ?
สำหรับการจัดลำดับความสำคัญในการทำหัตถการ หมอมีเทคนิคแนะนำ คือ ควรเริ่มจากการยกกระชับโครงหน้าชั้นลึกก่อน เพื่อให้การทำทรีตเมนต์อื่นๆ เห็นผลดีขึ้น ซึ่งหลังจากที่เราใช้ Oligio X ในการสลายไขมันพร้อมยกกระชับแล้ว เราสามารถวางแผนดูแลผิวคู่กับโปรแกรมอื่นๆ ได้ดังนี้
- งานฉีดกลุ่ม Biostimulator และ Skin Booster : สามารถทำคู่กับ Sculptra, Radiesse หรือ Gouri ซึ่งเป็นกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจนที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้ดูเด็กลงจากภายใน นอกจากนี้ยังสามารถทำคู่กับการฉีด Profhilo ซึ่งเป็น Skin Booster เพื่อให้ได้ผิวที่ฉ่ำโกลว์ดูหน้าเด็กได้อีกด้วย
- งานเสกผิวฉ่ำวาว (Dewy Skin & Ultimate Skin) : สามารถทำร่วมกับการเคลียร์ผิวด้วยเครื่อง Bubble / Deep Cleansing เพื่อให้สารบำรุงซึมลึกกว่าเดิม จากนั้นผสานพลังด้วยโปรแกรม Ultimate Skin หรือโปรแกรม Harmony Shine เพื่อกู้ผิวโทรมให้กลับมาออร่าแบบเร่งด่วน
- โปรแกรมร้อยไหม (Thread Lifting) : สำหรับเพื่อนๆ ในช่วงอายุ 25-60 ปีขึ้นไปที่เผชิญปัญหาคอลลาเจนลดลงการทำคู่กับการร้อยไหมจะช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยและทำให้หน้าเรียวขึ้นได้จริง
ทำไมถึงควรมาดูแลผิวที่ Fresh Code Clinic ?
ที่ Fresh Code Clinic หมอและทีมงานทุกคนเน้นการดูแลคนไข้แบบเฉพาะเคสต่อเคส ก่อนที่จะเริ่มทำ Oligio X หมอจะประเมินโครงสร้างรูปหน้า ปัญหาที่กังวล และความหย่อนคล้อยของเพื่อนๆ อย่างละเอียดก่อนเสมอ เพราะผิวหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การปรับค่าพลังงานของเครื่อง รวมถึงจำนวนช็อตที่ใช้ จึงต้องออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละคนโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การยกกระชับหน้าที่ดูดี เป็นธรรมชาติ และมีความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานของคลินิกเรา
ผลลัพธ์หลังทำ
- Oligio X
FAQ คำถามที่พบบ่อย
Q: ทำแล้วเจ็บไหม?
อย่างที่หมอบอกไปเลยว่ารุ่นนี้พัฒนาเทคโนโลยีความเย็นมาให้เจ็บน้อยลงมากๆ ระหว่างทำจะรู้สึกอุ่นๆ ลงลึกใต้ผิว สลับกับความเย็นที่ออกมาปกป้องผิวชั้นบน ถือว่าสบายผิวสุดๆ
Q: เหมาะกับใครบ้าง ?
เหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย มีไขมันสะสมบริเวณใบหน้า แก้ม หรือเหนียงใต้คาง และต้องการให้กรอบหน้ากลับมาคมชัด ผิวเรียบเนียนแน่นฟูโดยไม่อยากผ่าตัด
Q: ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน และต้องทำบ่อยไหม ?
หลังทำจะรู้สึกได้เลยว่าผิวตึงกระชับขึ้น และคอลลาเจนจะค่อยๆ สร้างอย่างต่อเนื่องจนเห็นผลเต็มที่ในช่วง 2-3 เดือน ผลลัพธ์โดยเฉลี่ยอยู่ได้นาน 1 ปี หมอแนะนำให้กลับมาทำซ้ำปีละครั้งเพื่อคงสภาพผิวให้ดูเด็กอยู่เสมอ
Q: หลังทำต้องพักฟื้นไหม ?
ไม่ต้องพักฟื้นเลย ไม่มีรอยช้ำ ไม่มีแผล ทำเสร็จปุ๊บ เพื่อนๆ สามารถไปเที่ยว แต่งหน้าทับ หรือไปทำงานต่อได้ตามปกติทันที
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าใบหน้าของคุณเหมาะกับเครื่องไหน ที่ Fresh Code Clinic หมอและทีมแพทย์ยินดี วิเคราะห์โครงสร้างหน้าแบบ Case by Case ก่อนทุกครั้ง เพราะการเลือกเครื่องมือที่ใช่ ต้องดูว่า ปัญหาหลักของคุณคืออะไรกันแน่ !
💚Add LINE @freshcodeclinic
📍19 สุขุมวิท ซอย 5, BTS นานา ทางออก 1 (มีที่จอดรถ)
📞083-626-4264
🕝Open daily 11:00 AM – 08:00 PM
