ฟิลเลอร์ขมับ เทคนิคการฉีดและการเลือกชั้นฉีดเพื่อผลลัพธ์ที่เหมาะสม

ฟิลเลอร์ขมับคือการฉีดสารเติมเต็มเข้าที่ขมับที่ตอบหรือเว้า เพื่อเติมปริมาตรให้โครงหน้าดูสมดุลขึ้น บทความนี้เขียนสำหรับผู้อ่านทั่วไป อธิบายว่า “ชั้นฉีด” “จุดฉีด” และเทคนิคการฉีด เช่น gunshot technique คืออะไร เลือกฟิลเลอร์สำหรับขมับอย่างไร และทำไมจึงมีผลต่อผลลัพธ์และความเสี่ยง โดยตรวจกับงานวิจัยด้านกายวิภาค งานทางคลินิกขนาดเล็ก และข้อมูลของ FDA ที่เปิดอ่านได้ รวมถึงอาการเตือนที่ต้องไปพบแพทย์ทันที เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย

Key Takeaways

  • ขมับที่ตอบสัมพันธ์กับการสูญเสียปริมาตรตามวัยจนเห็นแนวกระดูกชัดขึ้น ฟิลเลอร์เป็นทางเลือกหนึ่งในการเติมปริมาตร ควรให้แพทย์ประเมินระดับของขมับตอบก่อน
  • ขมับมีหลายชั้นและมีหลอดเลือดกับเส้นประสาทอยู่ใกล้กัน งานกายวิภาคระบุว่าไม่มีบริเวณที่ปลอดภัยเด็ดขาด และไม่มีชั้นใดที่ยืนยันว่าเหมาะกับทุกคน
  • จุดฉีดและเทคนิค เช่น gunshot แบบเข็มลงถึงกระดูก fan แบบเข็มทู่ใต้ผิวหนัง หรือ interfascial แบบเข็มทู่ มีรายงานจากงานขนาดเล็กหรือความเห็นของผู้ฝึกสอน ไม่พบงานที่เทียบกันโดยตรง และงานทดลองแบบสุ่ม 20 คนพบว่า HA อย่างเดียวคงปริมาตรได้มากกว่าสาร HA ผสม CaHA ที่ 90 วัน
  • ฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือดเป็นความเสี่ยงร้ายแรงที่เกิดได้ทุกบริเวณของใบหน้า รวมถึงขมับ ปวดผิดปกติ ตามัว ผิวเป็นสีขาว เทา หรือน้ำเงิน หรืออาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง ต้องไปพบแพทย์ทันที ส่วนตัวเลข 9–18 เดือนที่คลินิกระบุ ยังไม่มีแหล่งอิสระยืนยัน

ฟิลเลอร์ขมับคืออะไร และขมับตอบเกิดจากอะไร

คลินิกอธิบายว่าขมับเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างใบหน้า เมื่อขมับยุบหรือเว้า ใบหน้าอาจดูแข็ง โหนกแก้มดูเด่นเกินไป และดูโทรมหรือแก่กว่าวัย ฟิลเลอร์ขมับคือการฉีดสารเติมเต็มเข้าที่บริเวณนี้เพื่อให้ใบหน้าดูสมดุลขึ้น[1]

งานกายวิภาคใน Plastic and Reconstructive Surgery Global Open (Idone และคณะ) ระบุว่าขมับที่เต็มถือเป็นลักษณะของความอ่อนเยาว์และสุขภาพดี เมื่ออายุมากขึ้นขมับสูญเสียรูปโค้งนูน กลายเป็นแอ่ง จนเห็นแนวสันกระดูกข้างขมับและแนวโหนกแก้มชัดขึ้นคล้ายโครงกระดูก[3]

คลินิกอธิบายสาเหตุของขมับตอบไว้ 4 ข้อ[1]

  1. กระดูกขมับยุบตัว
  2. ไขมันใต้ผิวหนังฝ่อลง
  3. พังผืดและเส้นเอ็นบริเวณขมับหย่อนคล้อย
  4. แรงพยุงด้านข้างของใบหน้าลดลง (lateral lifting deficiency)

งานที่เปิดอ่านระบุภาพรวมว่าการสูญเสียปริมาตรตามวัยทำให้เห็นกระดูกชัดขึ้น แต่ไม่ได้แยกสัดส่วนของสาเหตุทั้ง 4 ข้อ จึงยังบอกไม่ได้ว่าแต่ละข้อมีน้ำหนักเท่าไรในแต่ละคน[3]

งานเดียวกันจัดระดับขมับตอบเป็น 3 ระดับ โดยวัดจากจุดที่เว้าที่สุดของขมับไปยังเส้นสัมผัสที่ลากผ่านหางคิ้ว ตารางด้านล่างสรุปเกณฑ์ และปริมาตรฟิลเลอร์เฉลี่ยต่อข้างที่ผู้เขียนใช้ในผู้ป่วยกลุ่มของตนเอง ซึ่งเป็นข้อมูลของงานเดียว ไม่ใช่ปริมาณมาตรฐาน[3]

ระดับลักษณะของขมับปริมาตรฟิลเลอร์เฉลี่ยต่อข้างในงานของผู้เขียน
ระดับ 1รูปขมับเริ่มเปลี่ยนเป็นแบนลง แต่ยังไม่เป็นแอ่งไม่มีข้อมูลในงานนี้
ระดับ 2เริ่มเป็นแอ่ง จุดที่เว้าที่สุดห่างจากเส้นหางคิ้ว 0–3 มม.ประมาณ 1 มล.[3]
ระดับ 3เว้าชัด จุดที่เว้าที่สุดห่างจากเส้นหางคิ้วมากกว่า 3 มม.ประมาณ 1.5 มล.[3]

สรุปสำหรับผู้อ่านทั่วไป ก่อนเข้าใจเรื่องชั้นฉีด

“ชั้นฉีด” หมายถึงชั้นของเนื้อเยื่อที่แพทย์วางฟิลเลอร์ลงไป ขมับไม่ได้มีผิวหนังติดกระดูกชั้นเดียว งานผ่าศพ 6 รายของ Idone และคณะพบชั้นเนื้อเยื่อ 11 ชั้นจากผิวหนังลงไปถึงเยื่อหุ้มกระดูก และมีไขมันแทรกอยู่หลายชั้น[3] ประเด็นที่ผู้อ่านทั่วไปควรรู้มีดังนี้

  • ชั้นที่ฉีดมีผลทั้งต่อรูปลักษณ์และความเสี่ยง คลินิกอธิบายว่าชั้นตื้นเสี่ยงเป็นก้อนหรือเป็นลำ ส่วนชั้นลึกอยู่ใกล้หลอดเลือดสำคัญ[1]
  • งานกายวิภาคสรุปไว้ว่าไม่มีบริเวณใดบนใบหน้าที่ปลอดภัยเด็ดขาด สิ่งที่ทำได้คือเลือกชั้นที่หลอดเลือดน้อยกว่า และยังต้องระวังหลอดเลือดดำและเส้นประสาทที่อยู่ใกล้[3]
  • นอกจากเลือกชั้น ผู้ฉีดยังต้องเลือกอุปกรณ์ ความเร็ว และปริมาณต่อครั้ง งานทบทวนด้านความปลอดภัยแนะนำเข็มทู่ กระบอกฉีดเล็ก ดูดย้อนก่อนฉีด ฉีดช้าและแรงดันน้อย[5]
  • ข้อมูลเรื่องชั้นฉีดที่เหมาะสมยังไม่ลงตัว คำแนะนำของคลินิก งานกายวิภาค และงานทบทวนด้านความปลอดภัยไม่เหมือนกันทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลที่แพทย์ต้องประเมินเป็นรายคน
  • อาการเตือนที่ต้องไปพบแพทย์ทันทีคือ ปวดผิดปกติ ตามัวหรือมองเห็นเปลี่ยน ผิวบริเวณที่ฉีดเป็นสีขาว เทา หรือน้ำเงิน และอาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง[2]

ชั้นฉีด จุดฉีด และเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ขมับต่างกันอย่างไร

หัวข้อนี้แยกเป็น 3 เรื่อง คือ ชั้นที่วางฟิลเลอร์ จุดที่แทงเข็มหรือสอดเข็มทู่เข้า และเทคนิคที่ใช้วางฟิลเลอร์ คลินิกอธิบายชั้นฉีดขมับไว้ 3 ชั้น[1] ส่วนงานของ Idone และคณะระบุว่าในวรรณกรรมมี 3 ชั้นที่มีการกล่าวถึงว่าฉีดได้ ได้แก่ ชั้นใต้ผิวหนัง ชั้นลึกต่อพังผืดขมับตื้น และชั้นใต้กล้ามเนื้อขมับเหนือเยื่อหุ้มกระดูก[3] ด้านล่างเป็นรายละเอียดของแต่ละชั้น โดยแยกสิ่งที่คลินิกอธิบายออกจากสิ่งที่แหล่งอิสระระบุ

ชั้นติดกระดูก (Subperiosteal)

คลินิกอธิบายว่าชั้นนี้วางฟิลเลอร์เหนือเยื่อหุ้มกระดูก มักใช้เข็มคมหรือฉีดเป็นก้อนเดียว (bolus) เพื่อเพิ่มโครงสร้างและช่วยยกคิ้ว ข้อควรระวังคืออยู่ใกล้หลอดเลือดแดงขมับ (Temporal Artery) และหลอดเลือดดำลึกของขมับ และไม่เหมาะกับคนที่ต้องการความเรียบเนียนทั่วทั้งขมับ[1] ในงานทบทวนด้านความปลอดภัย มีคำแนะนำให้ฉีดบนกระดูกหรือชั้นตื้นมากแทนชั้นใต้ผิวหนัง เพราะชั้นใต้ผิวหนังเป็นชั้นที่มักมีหลอดเลือด[5] ส่วนข้ออ้างว่าชั้นนี้ช่วยยกคิ้วได้ ไม่พบแหล่งอิสระยืนยันในงานที่เปิดอ่านครั้งนี้

ชั้นระหว่างพังผืด (Interfascial)

คลินิกอธิบายว่าชั้นนี้อยู่ระหว่างพังผืดตื้นกับพังผืดลึกของขมับ ใช้เข็มทู่ (cannula) เพื่อลดความเสี่ยงฉีดเข้าเส้นเลือด เหมาะกับการเติมให้เรียบเนียนและกลมกลืนกับหน้าผากและโหนกแก้ม โดยควรเลือกฟิลเลอร์ที่ความหนืดปานกลางถึงสูง[1]

งานของ Idone และคณะเลือกชั้นนี้เป็นเทคนิคหลัก โดยใช้เข็มคมเปิดทางที่ตำแหน่งใกล้สันกระดูกขมับ แล้วสอดเข็มทู่ลงถึงเยื่อหุ้มกระดูกก่อนหมุนเข้าสู่ชั้นระหว่างพังผืด ฉีดช้าและสม่ำเสมอ ผู้เขียนอธิบายว่าชั้นนี้มีไขมันและเนื้อเยื่อหลวม และเป็นชั้นที่หลอดเลือดค่อนข้างน้อย แต่ยังพบหลอดเลือดดำ (sentinel vein) ในทุกตัวอย่างที่ผ่า และมีกิ่งเส้นประสาทใบหน้าอยู่เหนือชั้นนี้ จึงต้องระวัง[3] ผู้เขียนใช้ฟิลเลอร์ HA ที่ยึดเกาะกันดีและแข็งตัวสูง (cohesivity 2.6 N.s, G′ 290 Pa) ในผู้ป่วยที่รักษา 57 คน และรายงานว่าไม่พบภาวะแทรกซ้อนใหญ่ในกลุ่มที่วิเคราะห์ย้อนหลัง[3] อย่างไรก็ตามเป็นการศึกษาย้อนหลังที่ผู้เขียนรายงานผลของเทคนิคตนเอง ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ และผู้เขียนระบุเองว่าต้องมีงานเพิ่มเติม จึงไม่ใช่หลักฐานว่าชั้นนี้ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous)

คลินิกอธิบายว่าชั้นนี้มักใช้เข็มทู่เพื่อกระจายฟิลเลอร์ช่วยให้ขมับดูเต็มและเรียบ แต่เสี่ยงเป็นก้อนหรือเป็นลำหากฟิลเลอร์กระจายไม่ดี และไม่ควรฉีดชั้นนี้เพียงชั้นเดียว[1] ไม่พบแหล่งอิสระที่เปรียบเทียบชั้นนี้กับชั้นอื่นโดยตรง แต่งานทบทวนด้านความปลอดภัยระบุว่าชั้นใต้ผิวหนังเป็นชั้นที่มักมีหลอดเลือดอยู่[5]

จุดฉีดฟิลเลอร์ขมับอยู่ตรงไหน (temple filler injection points)

จุดฉีดในที่นี้หมายถึงตำแหน่งที่แพทย์แทงเข็มหรือสอดเข็มทู่เข้าสู่ขมับ ซึ่งต่างจากชั้นฉีดที่หมายถึงความลึก ในแหล่งที่เปิดอ่านได้ไม่มีตำแหน่งมาตรฐานเดียว จุดฉีดขึ้นกับเทคนิคและชั้นที่เลือก ตารางด้านล่างสรุปจุดที่แต่ละแหล่งรายงาน

เทคนิคที่แหล่งรายงานจุดที่แหล่งระบุอุปกรณ์และชั้นข้อจำกัดของแหล่ง
gunshot หรือ Swift pointทำเครื่องหมายขอบเบ้าตาด้านนอกและเส้น temporal fusion line แล้วใช้กฎ “หนึ่งขึ้น หนึ่งออก” คือสูงขึ้น 1 ซม. ตามเส้นและออกด้านข้าง 1 ซม. คลำหลอดเลือดแดงขมับก่อนและปรับจุดได้[10]เข็มคม ลงถึงกระดูกแล้วฉีดเป็นก้อนเหนือเยื่อหุ้มกระดูก[10]บทความของสถาบันฝึกอบรม อ้างคำอธิบายของผู้ฝึกสอนคนเดียว ไม่ใช่งานวิจัย
interfascial ด้วยเข็มทู่ขอบบนของกระดูกโหนกแก้ม (zygomatic arch) ช่วงค่อนไปทางด้านหน้า สอดทำมุม 90 องศาจนปลายแตะเยื่อหุ้มกระดูกก่อนเบนเข้าชั้นระหว่างพังผืดไปถึงสันขมับ แล้วถอยกลับมาฉีดเป็นก้อนราว 0.2 มล. ที่กลางขมับ[8]เข็มทู่ 22G ยาว 50 มม. ชั้นระหว่างพังผืด ใช้อัลตราซาวด์ยืนยันชั้น[8]ผู้ป่วย 20 คน ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ ผู้เขียนมีความสัมพันธ์กับบริษัทฟิลเลอร์ที่ใช้
fan ใต้ผิวหนังจุดเข้าราว 10 มม. เหนือกระดูกโหนกแก้ม เปิดช่องด้วยเข็ม 24G[9]เข็มทู่ 22G ฉีดถอยหลังเป็นเส้น 5 เส้นห่างกัน 0.5 ซม. เส้นละ 0.1 มล. ในชั้นใต้ผิวหนัง[9]งานทดลองแบบสุ่ม 20 คน ติดตาม 90 วัน เทียบชนิดฟิลเลอร์ ไม่ได้เทียบเทคนิค
interfascial ในงานกายวิภาคใกล้สันกระดูกขมับ เปิดทางด้วยเข็มคมก่อนสอดเข็มทู่[3]เข็มทู่ลงถึงเยื่อหุ้มกระดูกแล้วหมุนเข้าชั้นระหว่างพังผืด[3]ย้อนหลัง ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ

สิ่งที่แหล่งเหล่านี้ตรงกันคือต้องเลี่ยงหลอดเลือด แต่ระบุโครงสร้างเสี่ยงต่างกัน เช่น กิ่งของหลอดเลือดแดงขมับตื้น หลอดเลือดดำที่พบในชั้นระหว่างพังผืด (sentinel vein) และหลอดเลือดแดงขมับลึกในชั้นติดกระดูก[3][8][10] ไม่พบงานที่เทียบจุดแทงเหล่านี้กันโดยตรง จึงไม่ควรเข้าใจว่าจุดใดปลอดภัยกว่า

เทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ขมับ (temple filler injection technique) มีอะไรบ้าง

เทคนิคหมายถึงวิธีวางฟิลเลอร์ เช่น ฉีดเป็นก้อน (bolus) ฉีดถอยหลังเป็นเส้นหรือแบบพัด (fan) และเลือกใช้เข็มคมหรือเข็มทู่ ในแหล่งที่เปิดอ่านได้พบ 3 แบบหลัก ตามหัวข้อย่อยด้านล่าง

เทคนิค gunshot (Swift point) คืออะไร

คำถามที่คนค้นบ่อยคือ gunshot technique temple filler คืออะไร บทความของสถาบันฝึกอบรม Harley Academy อธิบายว่าเป็นเทคนิคฉีดด้วยเข็มที่คิดโดย Arthur Swift (เรียกอีกชื่อว่า Swift point) ใช้เติมแอ่งขมับ โดยให้ปลายเข็มลงถึงกระดูกเพื่อวางฟิลเลอร์เป็นก้อนเหนือเยื่อหุ้มกระดูก เลี่ยงกิ่งของหลอดเลือดแดงขมับ และฉีดช้า ๆ ด้วยฟิลเลอร์ที่ G′ ปานกลางถึงสูง ผู้ฝึกสอนที่ให้ข้อมูลระบุว่าในการปฏิบัติของเธอใช้ไม่เกิน 0.3 มล. ต่อก้อน และไม่เกิน 0.5 มล. ต่อขมับหนึ่งข้าง หากต้องการมากกว่านั้นให้แบ่งฉีดห่างกันราว 4 สัปดาห์[10]

ผู้ฝึกสอนคนเดียวกันระบุว่าไม่ควรใช้การดูดย้อนเพียงอย่างเดียวยืนยันว่าเข็มไม่ได้อยู่ในหลอดเลือด และแพทย์ผู้มีประสบการณ์หลายคนแนะนำเข็มทู่ขนาดใหญ่หรืออัลตราซาวด์ช่วยนำทางในขมับ เพราะเป็นบริเวณเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดอุดตัน รวมถึงตาบอด และควรทำหลังฝึกกายวิภาคและฝึกฉีดภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวด[10] งานของ Bravo และคณะระบุว่าการฉีดเหนือเยื่อหุ้มกระดูกเติมปริมาตรได้มาก แต่เสี่ยงต่อหลอดเลือดแดงขมับลึก ฟิลเลอร์อาจเคลื่อนเมื่อกล้ามเนื้อขมับหดตัว และต้องใช้ผลิตภัณฑ์ปริมาณมากกว่า[8] ทั้งหมดเป็นคำอธิบายของผู้ฝึกสอนและผู้เขียนงานขนาดเล็ก ไม่พบงานที่เทียบ gunshot กับเทคนิคอื่นโดยตรง

เทคนิค fan ด้วยเข็มทู่ในชั้นใต้ผิวหนัง

งานทดลองแบบสุ่มของ Germani และคณะ ในวารสาร Aesthetic Surgery Journal Open Forum ปี 2025 ใช้เข็ม 24G เปิดทางแล้วฉีดด้วยเข็มทู่ 22G ในชั้นใต้ผิวหนังแบบพัด คือฉีดถอยหลังเป็นเส้น 5 เส้นห่างกัน 0.5 ซม. เส้นละ 0.1 มล. รวม 0.5 มล. ต่อข้าง ผู้เขียนเลือกชั้นนี้โดยอ้างงานกายวิภาคที่ระบุว่าหลอดเลือดน้อยกว่าชั้นลึก[9] ซึ่งต่างจากงานทบทวนด้านความปลอดภัยที่ระบุว่าชั้นใต้ผิวหนังมักมีหลอดเลือด[5] จึงเป็นอีกตัวอย่างที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกัน

เทคนิค interfascial ด้วยเข็มทู่และอัลตราซาวด์

Bravo และคณะ รายงานใน Frontiers in Surgery ปี 2025 ว่าผู้ป่วย 20 คน อายุ 26–75 ปี ได้รับฟิลเลอร์ HA ความหยุ่นสูงเข้าชั้นระหว่างพังผืดด้วยเข็มทู่จากขอบบนของกระดูกโหนกแก้ม และใช้อัลตราซาวด์ยืนยันว่าฟิลเลอร์อยู่ในชั้นที่ต้องการในผู้ป่วยทุกราย ผู้เขียนรายงานว่าไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรงหรือก้อนเลือด ส่วนใหญ่เจ็บเล็กน้อย และ 2 รายเจ็บระดับปานกลาง[8] ข้อจำกัดคือไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ ผู้เขียนระบุเองว่าการแยกพังผืดสองชั้นด้วยอัลตราซาวด์ทำได้ยากในบางราย และผู้เขียนสองคนเป็นวิทยากรให้บริษัทผู้ผลิตฟิลเลอร์ที่ใช้ในงาน จึงยังต้องมีงานเพิ่มเติมก่อนสรุปว่าปลอดภัยกว่าเทคนิคอื่น[8]

เทคนิคจับผิว (Pinch) เพื่อหลบหลอดเลือด

Kapoor และคณะอธิบายว่าการใช้มืออีกข้างจับหรือดึงเนื้อเยื่อขณะฉีด ทำให้ตำแหน่งของหลอดเลือดเปลี่ยนไปได้ บางเส้นถูกดึงขึ้นมาในชั้นที่จับไว้ บางเส้นไม่ขยับ และช่วยเพิ่มช่องว่างให้ฉีดโดยแยกชั้นที่ขยับได้ออกจากชั้นที่ยึดแน่น ผู้เขียนเสนอว่าความรู้นี้ช่วยให้ผู้ฉีดเลี่ยงหลอดเลือดและวางฟิลเลอร์ในชั้นที่ถูกต้อง[4] ข้อมูลที่เปิดอ่านได้เป็นบทคัดย่อ จึงไม่ทราบรายละเอียดหรือขนาดของหลักฐาน

ชั้นฉีดสิ่งที่คลินิกอธิบายสิ่งที่แหล่งอิสระระบุข้อควรระวัง
ชั้นติดกระดูกเพิ่มโครงสร้าง ช่วยยกคิ้ว ใช้เข็มคมหรือฉีดเป็นก้อน[1]เป็นหนึ่งในชั้นที่มีรายงานในวรรณกรรม และงานทบทวนความปลอดภัยแนะนำให้ฉีดบนกระดูกหรือชั้นตื้น[3][5]ใกล้หลอดเลือดแดงและดำของขมับ ไม่พบแหล่งยืนยันเรื่องยกคิ้ว
ชั้นระหว่างพังผืดใช้เข็มทู่ เติมให้เรียบเนียน กลมกลืนกับหน้าผากและโหนกแก้ม[1]เป็นเทคนิคที่ Idone และคณะรายงานในผู้ป่วยย้อนหลัง ผู้เขียนไม่พบภาวะแทรกซ้อนใหญ่[3]ยังมีหลอดเลือดดำและกิ่งเส้นประสาท เป็นงานขนาดเล็ก ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ
ชั้นใต้ผิวหนังใช้เข็มทู่ ช่วยให้ขมับดูเต็มและเรียบ[1]เป็นหนึ่งในชั้นที่มีรายงาน แต่เป็นชั้นที่มักมีหลอดเลือด[3][5]เสี่ยงเป็นก้อนหรือเป็นลำ ไม่ควรฉีดชั้นนี้เพียงชั้นเดียว

ความเสี่ยงของฟิลเลอร์ขมับ อาการเตือน และสิ่งที่ต้องทำทันที

คลินิกอธิบายว่าการฉีดผิดวิธีมีความเสี่ยงหลายแบบ ได้แก่ ฟิลเลอร์ไหลไปที่หน้าผากหรือกรอบหน้าจนรูปหน้าไม่เป็นธรรมชาติ ฉีดลึกเกินไปจนเสี่ยงโดนหลอดเลือดสำคัญ (Superficial Temporal Artery) ใช้ฟิลเลอร์ผิดชนิดจนเป็นก้อนหรือบวมผิดปกติ และฉีดตื้นเกินไปจนเป็นก้อนหรือเป็นลำ[1]

งานทบทวนภาวะสูญเสียการมองเห็นหลังฉีดฟิลเลอร์ระบุว่าบริเวณขมับ ซึ่งมีหลอดเลือดแดงขมับตื้นและหลอดเลือดดำขมับกลาง เป็นตัวอย่างของบริเวณเสี่ยง และสรุปว่าทุกบริเวณของใบหน้ามีโอกาสเกิดภาวะนี้ได้ แม้แพทย์ที่มีประสบการณ์ก็อาจพบ[5] ในรายงานที่รวบรวม บริเวณที่ฉีดที่พบมากที่สุดคือจมูก หน้าผาก และระหว่างคิ้ว[5][6] ซึ่งเป็นสัดส่วนในกลุ่มผู้ป่วยที่มีรายงาน ไม่ใช่ความเสี่ยงต่อการฉีดหนึ่งครั้ง และไม่ได้แปลว่าขมับปลอดภัยกว่า

FDA ระบุว่าความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือดโดยไม่ตั้งใจ แม้โอกาสเกิดจะต่ำ แต่ผลอาจร้ายแรงและอาจเป็นถาวร เช่น เนื้อเยื่อตาย การมองเห็นผิดปกติจนถึงตาบอด และโรคหลอดเลือดสมอง[2] รายการบริเวณที่ FDA ระบุว่าได้รับอนุมัติให้เพิ่มปริมาตรในหน้าที่เปิดอ่านคือ ริมฝีปาก แก้ม คาง และหลังมือ ไม่ได้กล่าวถึงขมับ และหน้าเดียวกันระบุว่าข้อบ่งใช้ต่างกันตามผลิตภัณฑ์ และ FDA อาจยังไม่ได้ตรวจสอบการใช้ในบางตำแหน่ง[2] จึงควรถามแพทย์ว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้เหมาะกับบริเวณขมับอย่างไร (ข้อมูลนี้เป็นของ FDA สหรัฐฯ ไม่ได้ระบุสถานะในประเทศไทย)

อาการเตือนที่ควรรู้

กลุ่มอาการลักษณะที่แหล่งอ้างอิงระบุ
ปวดผิดปกติFDA ให้ไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการปวดผิดปกติระหว่างหรือหลังฉีดไม่นาน[2]
การมองเห็นและดวงตาการมองเห็นเปลี่ยน ตามัว หนังตาตก (ร้อยละ 56.2) และตากลอกไม่ได้ตามปกติ (ร้อยละ 44.1) ในรายงานผู้ป่วยภาวะสูญเสียการมองเห็นที่รวบรวมช่วงเดือนกันยายน 2018 ถึงมีนาคม 2023[2][6]
สีผิวเปลี่ยนผิวบริเวณที่ฉีดเป็นสีขาว เทา หรือน้ำเงิน[2] งานทบทวนปี 2014 ระบุว่าอาจพบผิวซีดขาว ลายร่างแห (livedo) เลือดกลับเข้าผิวช้า และสีแดงม่วงคล้ำ ตามด้วยตุ่มน้ำและผิวหลุดลอกในเวลาต่อมา[7]
คล้ายโรคหลอดเลือดสมองพูดลำบากทันที ชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้า แขน ขา เดินลำบาก ใบหน้าตก ปวดศีรษะรุนแรง เวียนศีรษะ หรือสับสน[2]

เรื่องผลลัพธ์ งานทบทวนปี 2024 ที่รวมรายงานผู้ป่วยซึ่งระบุผลการมองเห็น 318 ราย พบว่าฟื้นเต็มที่ร้อยละ 6.0 ฟื้นบางส่วนร้อยละ 25.8 และไม่ฟื้นร้อยละ 68.2 และไม่พบว่าวิธีรักษาใดสัมพันธ์กับการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ[6] จึงไม่ควรรอดูว่าอาการจะหายเอง

ถ้าเกิดอาการเตือน ควรทำอย่างไร

  1. บอกแพทย์ผู้ฉีดทันทีเพื่อให้หยุดการฉีด FDA ระบุว่าผู้ฉีดต้องหยุดฉีดทันทีเมื่อพบผิวซีดขาว การมองเห็นเปลี่ยน อาการเหมือนโรคหลอดเลือดสมอง หรืออาการปวดผิดปกติ[2]
  2. หากมีอาการทางตาหรืออาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือพบจักษุแพทย์ทันที งานทบทวนระบุว่าภาวะสูญเสียการมองเห็นจากฟิลเลอร์ต้องส่งต่อจักษุแพทย์โดยด่วน[2][5]
  3. หากผิวเปลี่ยนสีหรือเจ็บผิดปกติ ให้กลับไปหาแพทย์ผู้ฉีดหรือแพทย์ผิวหนังโดยเร็ว งานทบทวนระบุว่าการรู้เร็วและให้ไฮยาลูโรนิเดสทันทีเป็นหัวใจของการรักษา[7]

ความเสี่ยงของฟิลเลอร์บริเวณใกล้ดวงตา อ่านเพิ่มได้ที่บทความ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ตาบอดจริงไหม

เลือกฟิลเลอร์ขมับอย่างไร อยู่ได้นานแค่ไหน และใช้ปริมาณเท่าไร

เลือกฟิลเลอร์สำหรับขมับอย่างไร (best dermal filler for temple area)

คำถามที่คนค้นกันคือ best dermal filler for temple area คืออะไร จากแหล่งที่เปิดอ่านได้ ไม่พบงานที่ระบุได้ว่าผลิตภัณฑ์ใดดีที่สุดสำหรับขมับ และไม่พบงานที่เทียบยี่ห้อต่อยี่ห้อโดยตรง สิ่งที่พบคือคุณสมบัติที่แหล่งต่าง ๆ ใช้ประกอบการเลือก

  • ชนิดวัสดุและการย้อนกลับ ฟิลเลอร์ HA สลายด้วยไฮยาลูโรนิเดสได้หากเกิดภาวะแทรกซ้อน ส่วน CaHA ไม่สามารถสลายได้ แม้ยังมีการใช้ในบริเวณเสี่ยงอย่างขมับ[7][9]
  • ความแข็งและความหนืด งานของ Idone และคณะใช้ HA ที่ยึดเกาะกันดีและแข็งตัวสูง (cohesivity 2.6 N.s, G′ 290 Pa) ในชั้นระหว่างพังผืด[3] งานของ Bravo ใช้ HA ความหยุ่นสูงกับเข็มทู่ในชั้นเดียวกัน[8] ผู้ฝึกสอนของ Harley Academy แนะนำ G′ ปานกลางถึงสูงสำหรับการฉีดเป็นก้อนเหนือเยื่อหุ้มกระดูก และระบุว่าหากฉีดชั้นตื้นอาจต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่นุ่มกว่าและนวดให้เรียบ[10] คลินิกอธิบายว่าชั้นระหว่างพังผืดควรใช้ฟิลเลอร์ความหนืดปานกลางถึงสูง[1]
  • สถานะการอนุมัติ หน้าของ FDA ที่เปิดอ่านไม่ได้ระบุขมับเป็นบริเวณที่อนุมัติสำหรับเติมปริมาตร จึงควรถามแพทย์ว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้เหมาะกับบริเวณนี้อย่างไร[2]

งานทดลองแบบสุ่มของ Germani และคณะ เทียบ HA อย่างเดียวกับสารผสม HA 40% และ CaHA 60% ที่ผสมเองด้วยการถ่ายระหว่างกระบอกฉีด ในผู้ป่วย 20 คน (40 ข้างของใบหน้า) ข้างละ 0.5 มล. ฉีดใต้ผิวหนังด้วยเข็มทู่แบบพัด ติดตาม 90 วัน ผลคือทั้งสองกลุ่มมีคะแนนความเว้าของขมับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและไม่ต่างกันที่ 90 วัน (P = 0.694) แต่วัดด้วยภาพสามมิติพบว่ากลุ่ม HA อย่างเดียวคงปริมาตรได้มากกว่า (0.231 ± 0.255 มล. เทียบกับ 0.028 ± 0.135 มล. P = 0.016) ผู้เขียนสรุปว่าไม่พบผลเสริมกันของสารผสม และไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง มีเพียงบวมและช้ำเล็กน้อยที่หายเองภายในไม่กี่วัน[9]

ข้อจำกัดของงานนี้คือกลุ่มตัวอย่างเล็ก ติดตามเพียง 90 วัน ไม่ได้วัดความพึงพอใจของผู้ป่วย และไม่ได้ตรวจความเป็นเนื้อเดียวกันของสารที่ผสมเอง ผู้เขียนหนึ่งคนเป็นวิทยากรให้บริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในงาน[9] ผลนี้จึงบอกได้เพียงว่าการผสมด้วยวิธีนี้ไม่ได้ให้ปริมาตรคงอยู่มากกว่า HA อย่างเดียวใน 90 วัน ไม่ได้ตอบว่าวัสดุใดดีที่สุดในระยะยาว การเลือกจึงควรดูระดับขมับตอบ ชั้นและเทคนิคที่แพทย์ใช้ ความสามารถในการย้อนกลับ และประสบการณ์ของผู้ฉีดร่วมกัน

ฟิลเลอร์ขมับอยู่ได้นานแค่ไหน และใช้ปริมาณเท่าไร

คลินิกระบุว่าฟิลเลอร์ขมับอยู่ได้ 9–18 เดือน ขึ้นกับชนิดของฟิลเลอร์และการดูแลหลังฉีด[1] FDA ระบุว่าระยะเวลาที่ผลคงอยู่ขึ้นกับวัสดุฟิลเลอร์และบริเวณที่ฉีด[2] ในแหล่งอิสระที่เปิดอ่านครั้งนี้ไม่พบงานที่วัดระยะเวลา 9–18 เดือนที่ขมับโดยเฉพาะ

งานของ Idone และคณะรายงานว่าในกลุ่มที่ติดตามผลย้อนหลัง ระยะติดตามเฉลี่ย (median) 14 เดือน และไม่มีผู้ป่วยที่ต้องเติมเพิ่ม โดยใช้ฟิลเลอร์เฉลี่ยประมาณ 1 มล. ต่อข้างในขมับระดับ 2 และ 1.5 มล. ต่อข้างในระดับ 3[3] ตัวเลขนี้จำกัดอยู่กับผลิตภัณฑ์ เทคนิค และผู้ป่วยกลุ่มของผู้เขียน เป็นการประเมินย้อนหลัง ใช้แบบสอบถามความพึงพอใจ และไม่มีกลุ่มควบคุม ผู้เขียนระบุเองว่าต้องมีงานเพิ่มเติมก่อนสรุปได้กว้างกว่านี้ จึงไม่ควรนำไปใช้เป็นตัวเลขรับประกันระยะเวลาหรือปริมาณสำหรับแต่ละคน

ผู้เขียนยังรายงานว่าไม่พบรอยช้ำหรือบวมในกลุ่มที่วิเคราะห์ และมีผู้ป่วย 2 รายจาก 15 รายในกลุ่มระดับ 3 ที่ปวดเล็กน้อย 48 ชั่วโมงหลังฉีด[3] อย่างไรก็ตาม FDA ระบุว่าอาการบวมและช้ำเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยของฟิลเลอร์โดยทั่วไป และบางอาการอาจเกิดหลังฉีดไปหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือหลายปี[2] จึงไม่ควรคาดว่าจะไม่มีผลข้างเคียงเลย

เตรียมตัวและเลือกแพทย์อย่างไรก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ

FDA แนะนำให้เลือกผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตและมีประสบการณ์ด้านผิวหนังหรือศัลยกรรมตกแต่ง และให้ถือว่าการฉีดฟิลเลอร์เป็นหัตถการทางการแพทย์[2] คำถามที่ควรถามก่อนฉีดมีดังนี้

  • ขมับของฉันอยู่ในระดับใด และเหมาะกับการเติมฟิลเลอร์หรือไม่ มีทางเลือกอื่นหรือไม่[3]
  • จะฉีดที่ชั้นและจุดใด ใช้เทคนิคแบบไหน (เช่น gunshot ด้วยเข็มคม fan หรือ interfascial ด้วยเข็มทู่) และเพราะเหตุใด[3][5][8][10]
  • ใช้ฟิลเลอร์ชนิดใด ความแข็งเท่าไร สลายด้วยไฮยาลูโรนิเดสได้หรือไม่ ขอฉลากหรือเอกสารกำกับได้หรือไม่ และเหมาะกับบริเวณขมับอย่างไร[2][9]
  • มีแผนรับมือและพร้อมให้ไฮยาลูโรนิเดสหรือส่งต่อทันทีหากเกิดอาการเตือนหรือไม่ FDA ระบุว่าผู้ฉีดควรมีแผนนี้[2][7]
  • ข้อควรระวังส่วนตัว เช่น ผิวบริเวณนั้นอักเสบหรือติดเชื้อ โรคเลือดออกง่าย ประวัติแพ้รุนแรง การตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ซึ่ง FDA ระบุว่าควรแจ้งแพทย์หรือยังไม่ทราบความปลอดภัย[2]

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟิลเลอร์บริเวณอื่น ได้ที่บทความ ฟิลเลอร์แก้มส้ม และ ฟิลเลอร์คาง

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q: ฟิลเลอร์ขมับคืออะไร และขมับตอบเกิดจากอะไร ?

คือการฉีดสารเติมเต็มเข้าที่ขมับที่ตอบหรือเว้า เพื่อเติมปริมาตรให้โครงหน้าดูสมดุลขึ้น งานกายวิภาคระบุว่าขมับแบนหรือเว้าลงตามวัยจนเห็นแนวกระดูกชัดขึ้น คลินิกอธิบายสาเหตุ 4 ข้อ คือ กระดูกขมับยุบตัว ไขมันใต้ผิวหนังฝ่อ พังผืดและเส้นเอ็นหย่อน และแรงพยุงด้านข้างของใบหน้าลดลง แต่แหล่งอิสระไม่ได้แยกน้ำหนักของแต่ละข้อ ควรให้แพทย์ประเมินก่อนว่าเหมาะกับการเติมหรือไม่

Q: ฉีดฟิลเลอร์ขมับชั้นไหนดี ?

ไม่มีชั้นที่หลักฐานยืนยันว่าเหมาะกับทุกคน คลินิกอธิบาย 3 ชั้น คือ ชั้นติดกระดูก ชั้นระหว่างพังผืด และชั้นใต้ผิวหนัง งานกายวิภาครายงานเทคนิคชั้นระหว่างพังผืดด้วยเข็มทู่ แต่เป็นงานขนาดเล็กและระบุว่าไม่มีบริเวณที่ปลอดภัยเด็ดขาด ชั้นที่เหมาะให้แพทย์ประเมินเป็นรายคน

Q: จุดฉีดฟิลเลอร์ขมับ (temple filler injection points) อยู่ตรงไหน ?

ไม่มีจุดมาตรฐานเดียว แหล่งที่เปิดอ่านรายงานต่างกันตามเทคนิค เช่น แบบ gunshot ใช้จุดที่สูงขึ้น 1 ซม. ตามเส้น temporal fusion line และออกด้านข้าง 1 ซม. แบบเข็มทู่ใช้จุดเข้าที่ขอบบนของกระดูกโหนกแก้มหรือเหนือกระดูกโหนกแก้มราว 10 มม. ทุกแบบต้องเลี่ยงหลอดเลือด และไม่พบงานที่เทียบจุดเหล่านี้โดยตรง จึงให้แพทย์เลือกจุดตามโครงสร้างของแต่ละคน

Q: เทคนิค gunshot ฉีดฟิลเลอร์ขมับคืออะไร และต่างจากเทคนิคอื่นอย่างไร ?

gunshot technique หรือ Swift point คือการใช้เข็มลงถึงกระดูกแล้วฉีดฟิลเลอร์เป็นก้อนเหนือเยื่อหุ้มกระดูก ตามคำอธิบายของสถาบันฝึกอบรม ส่วน temple filler injection technique แบบอื่นที่มีรายงานคือ fan ด้วยเข็มทู่ใต้ผิวหนัง และ interfascial ด้วยเข็มทู่ร่วมกับอัลตราซาวด์ ทั้งหมดมาจากงานขนาดเล็กหรือความเห็นผู้ฝึกสอน ไม่พบงานที่เทียบกันโดยตรง และขมับเป็นบริเวณเสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน

Q: ฟิลเลอร์ชนิดไหนเหมาะกับขมับ (best dermal filler for temple area) และอยู่ได้นานแค่ไหน ?

ไม่พบงานที่ระบุว่าผลิตภัณฑ์ใดดีที่สุด แหล่งที่อ่านได้ใช้ HA ที่ยึดเกาะดีและแข็งตัวปานกลางถึงสูง และงานทดลองแบบสุ่ม 20 คนพบว่า HA อย่างเดียวคงปริมาตรที่ 90 วันได้มากกว่าสาร HA ผสม CaHA ที่ผสมเอง HA สลายด้วยไฮยาลูโรนิเดสได้ ส่วน CaHA สลายไม่ได้ คลินิกระบุว่าอยู่ได้ 9–18 เดือน แต่ไม่พบแหล่งอิสระที่วัดตัวเลขนี้ที่ขมับโดยเฉพาะ

Q: ฉีดฟิลเลอร์ขมับแล้วมีความเสี่ยงอะไร และอาการแบบไหนต้องไปพบแพทย์ทันที ?

ความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดคือฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือด ซึ่ง FDA ระบุว่าอาจทำให้เนื้อเยื่อตาย มองเห็นผิดปกติจนถึงตาบอด หรือเกิดโรคหลอดเลือดสมอง อาการที่ต้องไปพบแพทย์ทันทีคือ ปวดผิดปกติ ตามัวหรือมองเห็นเปลี่ยน ผิวบริเวณที่ฉีดเป็นสีขาว เทา หรือน้ำเงินคล้ำ หรืออาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง เช่น พูดลำบาก ใบหน้าตก แขนขาอ่อนแรง ไม่ควรรอดูอาการ

สรุป

ฟิลเลอร์ขมับคือการเติมปริมาตรให้ขมับที่ตอบจากการสูญเสียปริมาตรตามวัย ชั้นที่เลือกฉีด จุดฉีด และเทคนิค เช่น gunshot, fan หรือ interfascial มีผลทั้งต่อรูปลักษณ์และความเสี่ยง แต่หลักฐานที่เปิดอ่านได้ยังเป็นงานกายวิภาคขนาดเล็ก งานทางคลินิกที่ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ ความเห็นของผู้ฝึกสอน และงานทบทวนด้านความปลอดภัย ซึ่งไม่ตรงกันทั้งหมด และยังไม่มีงานที่ระบุว่าฟิลเลอร์ชนิดใดดีที่สุดสำหรับขมับ และงานกายวิภาคเองระบุว่าไม่มีบริเวณที่ปลอดภัยเด็ดขาด ความเสี่ยงฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือดอาจทำให้เนื้อเยื่อตาย ตาบอด หรือเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ ผู้ที่มีอาการปวดผิดปกติ ตามัว ผิวเปลี่ยนสี หรืออาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมองหลังฉีด ต้องรีบพบแพทย์ทันที

ที่ Fresh Code Clinic แพทย์ประเมินระดับขมับตอบ โครงสร้างใบหน้า และเป้าหมายของแต่ละคนก่อนวางแผนฉีด ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรับประกันผลลัพธ์ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินก่อน

ทีม Fresh Code Clinic

Fresh Code Clinic เป็น Beauty Lifestyle Clinic ย่านสุขุมวิท 5 ใกล้ BTS นานา ให้บริการดูแลผิว รักษาสิว เลเซอร์ ยกกระชับ ฟิลเลอร์ และโบท็อกซ์ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดูแลแบบเฉพาะบุคคลตามสภาพผิวของแต่ละคน

19 สุขุมวิท ซอย 5 ใกล้ BTS นานา ทางออก 1 มีที่จอดรถ · เปิดทุกวัน 11:00 – 20:00 น. · โทร 02-253-2236, 083-626-4264

แหล่งอ้างอิง