Ulthera Botox Filler ทำอันไหนก่อน? ไทม์ไลน์และเช็กลิสต์วางลำดับ

คำถาม Ulthera Botox Filler ทำอันไหนก่อน เป็นคำถามของคนที่ฉีดโบท็อกหรือฟิลเลอร์อยู่แล้ว และกำลังจะทำ Ulthera Prime เพราะงานวิจัยจากไทยสองชิ้นที่เปิดอ่านพบว่า ถ้าทำ Ulthera ใกล้วันฉีดเกินไป ผลของโบท็อกซ์ลดลง และฟิลเลอร์ HA ลดลงบางส่วน[1][2] บทความนี้จัดเป็นไทม์ไลน์และเช็กลิสต์ว่าแต่ละกรณีควรเรียงลำดับอย่างไร ช่วงห่างที่งานวิจัยทดสอบคืออะไร และส่วนไหนยังไม่มีตัวเลข เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย ช่วงห่างที่ใช้จริงต้องให้แพทย์กำหนดตามบริเวณและประวัติการฉีดของแต่ละคน

Key Takeaways

  • ถ้าวางแผนใหม่ทั้งหมด ฉันทามติผู้เชี่ยวชาญแบบ Pan-Asian ยกตัวอย่างใบหน้าส่วนบนว่าทำ Ulthera (MFU-V) ก่อน แล้วค่อยโบท็อกซ์ และฟิลเลอร์[4] ลำดับนี้เลี่ยงกรณีที่งานวิจัยพบผลกระทบ แต่เป็นตัวอย่างจากฉันทามติ ไม่ใช่ผลทดลองเทียบลำดับ
  • ถ้าฉีดโบท็อกซ์มาแล้ว การทดลองแบบสุ่ม 15 คนพบว่า MFU-V หัว 1.5 mm ที่ทำทันที วันที่ 7 หรือวันที่ 14 ทำให้ผลโบท็อกซ์ลดลง ผู้วิจัยแนะนำเว้นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และยังไม่ได้ทดสอบเกิน 14 วัน[1]
  • ถ้าฉีดฟิลเลอร์ HA มาแล้ว งานนำร่อง 14 คน (ฉีดที่หน้าท้อง) พบ HA ลดลงเมื่อทำ MFU ที่ 60 นาทีและ 14 วัน ส่วนที่ 28 วันความต่างไม่มีนัยสำคัญ[2] ขณะที่ฉันทามติระบุว่า MFU ไม่เปลี่ยนรูปลักษณ์ฟิลเลอร์[4] หลักฐานจึงยังไม่ตรงกัน
  • ผลของ Ulthera Prime ไม่ครบในวันเดียว งานวิจัยของรุ่นนี้ประเมินที่ 90 วัน[6][8] จึงควรจดวันที่ฉีดและวันที่ทำทุกครั้ง แล้วให้แพทย์ใช้กำหนดช่วงห่างของรอบถัดไป

Ulthera Botox Filler ทำอันไหนก่อน: คำตอบสั้นแยกตามสถานการณ์

คำตอบขึ้นกับว่าเริ่มวางแผนจากศูนย์ หรือฉีดอะไรไปแล้ว ตารางนี้สรุปแต่ละสถานการณ์ พร้อมสิ่งที่งานวิจัยทดสอบและข้อจำกัด ตัวเลขทุกตัวคือสิ่งที่งานวิจัยรายงานหรือเสนอ ไม่ใช่ช่วงห่างที่คลินิกกำหนด

สถานการณ์คำตอบสั้นตามหลักฐานสิ่งที่งานวิจัยทดสอบข้อจำกัดสำคัญ
ยังไม่ได้ฉีดอะไร วางแผนทั้งสามอย่างตัวอย่างลำดับในฉันทามติสำหรับใบหน้าส่วนบน: Ulthera (MFU-V) ก่อน แล้วโบท็อกซ์ และฟิลเลอร์[4]ฉันทามติผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่การทดลองเทียบลำดับไม่ระบุจำนวนวัน ผู้เขียนบางคนมีความสัมพันธ์กับ Merz และการเตรียมต้นฉบับได้ทุนจาก Merz Asia Pacific
ฉีดโบท็อกซ์มาแล้ว แล้วจะทำ Ultheraผู้วิจัยแนะนำเว้นอย่างน้อย 14 วันก่อนทำ MFU-V ในบริเวณเดียวกัน[1]RCT 15 คน ทำ MFU-V หัว 1.5 mm ทันที วันที่ 7 หรือวันที่ 14 หลังฉีดฉีดตื้นที่หน้าผากเพื่อวัดพื้นที่เหงื่อ ไม่ได้วัดริ้วรอย ไม่ได้ทดสอบเกิน 14 วันหรือหัวลึก
ฉีดฟิลเลอร์ HA มาแล้ว แล้วจะทำ Ultheraยังไม่มีตัวเลขเดียวที่ยืนยัน: HA ลดลงเมื่อทำที่ 60 นาทีและ 14 วัน ที่ 28 วันความต่างไม่มีนัยสำคัญ[2] แต่ฉันทามติระบุว่า MFU ไม่เปลี่ยนรูปลักษณ์ฟิลเลอร์[4]งานนำร่อง 14 คน ทำ MFU หัว 1.5 mm ที่ 60 นาที วันที่ 14 และวันที่ 28ฉีดที่หน้าท้อง ไม่ใช่ใบหน้า HA ชนิดเดียว วิเคราะห์ภาพเนื้อเยื่อ 13 คน ไม่ได้ตรวจแหล่งทุนในรอบนี้
ทำ Ulthera ก่อน แล้วฉีดโบท็อกซ์ทีหลังยังไม่พบงานที่ระบุจำนวนวัน ฉันทามติยกตัวอย่างลำดับนี้[4] และงานทบทวน 101 คนไม่พบสัญญาณความปลอดภัยผิดปกติ[3]ทบทวนเวชระเบียน ผู้รับ MFU-V ที่เคยได้โบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ภายใน 6 เดือนไม่ได้วัดว่าผลโบท็อกซ์ยังอยู่เท่าเดิมหรือไม่ จำนวนผู้ที่ได้โบท็อกซ์มีเพียง 18%
ทำ Ulthera ก่อน แล้วฉีดฟิลเลอร์ทีหลังผู้เขียนงานฟิลเลอร์ระบุว่าโดยทั่วไปแนะนำฉีด HA หลัง MFU ถ้าต้องทำในครั้งเดียว[2]เป็นคำแนะนำทั่วไปที่ผู้เขียนอ้างถึง ไม่ใช่ผลที่วัดในงานนั้นไม่พบงานที่ระบุจำนวนวันระหว่างสองหัตถการ

รายละเอียดของแต่ละงานวิจัยในเชิงลึก เช่น วิธีวัดผลและขนาดตัวอย่าง อ่านต่อได้ที่บทความ ฉีดโบท็อกแล้วทำอัลเทอร่าได้ไหม ห่างกันกี่วัน ส่วนบทความนี้เน้นการจัดลำดับเป็นไทม์ไลน์และเช็กลิสต์

ไทม์ไลน์ Ulthera Prime กับโบท็อกและฟิลเลอร์ ตั้งแต่ก่อนนัดถึงวันที่ 90

ไทม์ไลน์ด้านล่างเป็นตัวอย่างสำหรับคนที่วางแผนทำทั้งสามอย่างใหม่ทั้งหมด เรียบเรียงจากตัวเลขที่งานวิจัยรายงาน ใช้เป็นกรอบคุยกับแพทย์ ไม่ใช่โปรแกรมของคลินิก ส่วนกรณีที่ฉีดมาแล้วอยู่ในหัวข้อถัดไป

  1. ก่อนนัด: จดวันที่ ชนิด และบริเวณของโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ที่ฉีดล่าสุด รวมถึงที่ตั้งใจจะฉีดต่อ และประวัติเริมที่ใบหน้า เพราะเริมกำเริบเป็นเหตุการณ์เดียวที่งานทบทวน 101 คนถือว่าเกี่ยวกับการทำหลายหัตถการร่วมกัน[3]
  2. วันนัด ช่วงแรก: ทำ Ulthera Prime ก่อน ซึ่งตรงกับลำดับตัวอย่างของฉันทามติสำหรับใบหน้าส่วนบน[4] เครื่องส่งพลังงานที่ความลึก 1.5, 3.0 และ 4.5 mm ตามที่หน้าบริการของคลินิกระบุ[8]
  3. วันนัด ต่อจากนั้นหรือตามที่แพทย์กำหนด: โบท็อกซ์ แล้วจึงฟิลเลอร์ ตามลำดับในฉันทามติ[4] ผู้เขียนงานฟิลเลอร์ก็ระบุว่าโดยทั่วไปแนะนำฉีด HA หลัง MFU ถ้าต้องทำในครั้งเดียว[2] ยังไม่พบงานที่ระบุว่าควรห่างกันกี่วัน
  4. วันที่ 1-3: โบท็อกซ์เริ่มออกฤทธิ์ภายใน 1-3 วัน หลังฉีดไม่ถูหรือนวดบริเวณที่ฉีดเป็นเวลา 24 ชั่วโมง และไม่นอนราบ 2-4 ชั่วโมง[5] ส่วนหลังทำ Ulthera พบรอยแดงหรือบวมชั่วคราวได้บ่อยตามหน้าบริการของคลินิก[8]
  5. ประมาณสัปดาห์ที่ 1-2: โบท็อกซ์อาจใช้เวลาราว 1 สัปดาห์หรือมากกว่าจึงเห็นผลเต็มที่[5] ส่วนผลของ Ulthera ไม่เกิดทั้งหมดในวันเดียวตามหน้าบริการ[8] จึงยังไม่ควรสรุปผลของหัตถการใดหัตถการหนึ่งในช่วงนี้
  6. ประมาณวันที่ 90: งานวิจัยของ Ulthera Prime ประเมินผลที่ 90 วัน[6] และโบท็อกซ์อยู่ได้ราว 3-4 เดือน[5] จึงเป็นช่วงที่ควรคุยกับแพทย์ว่ารอบถัดไปจะเป็นอะไร และเรียงอย่างไร โดยเริ่มจากทบทวนวันที่ฉีดครั้งล่าสุดอีกครั้ง

ไทม์ไลน์นี้ไม่ได้บอกว่าต้องทำทุกอย่างในรอบเดียว คนจำนวนมากทำเพียงสองอย่าง เช่น Ulthera กับโบท็อกซ์ ขั้นตอนที่ไม่เกี่ยวก็ข้ามได้ แต่ลำดับของขั้นที่เหลือยังใช้หลักเดียวกัน ดูข้อมูลหัตถการที่ Ulthera Prime, โบท็อกซ์ และ ฟิลเลอร์ ของ Fresh Code Clinic ประกอบได้

ฉีดโบท็อกหรือฟิลเลอร์มาแล้ว ทำ Ulthera Prime ได้เมื่อไร

กรณีนี้ต้องนับวันจากวันที่ฉีดครั้งล่าสุด และดูว่าฉีดอะไร ที่บริเวณไหน แต่ละกรณีมีคำตอบสั้นและข้อควรอ่านต่างกัน

ฉีดโบท็อกมาแล้ว ทำ Ulthera Prime ได้ไหม

คำตอบสั้น: ทำได้ในแผนเดียวกัน แต่การทดลองแบบสุ่มของไทยแนะนำให้เว้นอย่างน้อย 14 วันก่อนทำ MFU-V ในบริเวณเดียวกัน[1]

งานนี้ให้ผู้เข้าร่วม 15 คน (หญิง 14 คน อายุเฉลี่ย 33.5 ปี) ฉีด incobotulinumtoxinA (Xeomin) เข้าชั้นผิวหนังที่หน้าผาก จุดละ 2 ยูนิต แล้วสุ่มให้แต่ละจุดไม่ทำอะไรเพิ่ม หรือทำ MFU-V หัว 1.5 mm ทันที วันที่ 7 หรือวันที่ 14 วัดผลที่วันที่ 28 ด้วยการดูพื้นที่ที่เหงื่อไม่ออก จุดควบคุมมีพื้นที่เหงื่อไม่ออกราว 1.10 ตร.ซม. ส่วนจุดที่ทำ MFU-V ทันทีเหลือราว 0.74 ตร.ซม. (p < 0.001) วันที่ 7 ราว 0.90 ตร.ซม. (p = 0.005) และวันที่ 14 ราว 0.93 ตร.ซม. (p = 0.021) ซึ่งหมายความว่าผลของโบท็อกซ์ลดลงทุกช่วงที่ทดสอบ โดยลดมากที่สุดเมื่อทำทันที ไม่พบภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง[1]

ข้อควรอ่านก่อนนำตัวเลขไปใช้: โบท็อกซ์ในงานนี้ฉีดตื้นในปริมาณน้อยเพื่อวัดเหงื่อ ไม่ได้วัดริ้วรอย ทดสอบเฉพาะหัว 1.5 mm ที่ตื้นที่สุด และทดสอบช่วงห่างสูงสุดเพียง 14 วัน จึงบอกไม่ได้ว่า 15 หรือ 30 วันจะไม่กระทบเลย งานนี้ใช้เครื่อง Ultherapy และโบท็อกซ์ Xeomin ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของ Merz ผู้เขียนระบุว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และในส่วนวิธีการไม่พบการระบุรุ่น Prime การนำมาใช้กับ Ulthera Prime จึงเป็นการอนุมานว่าหลักการใกล้เคียงกัน[1]

ฉีดฟิลเลอร์มาแล้ว ทำ Ulthera Prime ได้ไหม

คำตอบสั้น: ทำร่วมกันได้ในแผนเดียว แต่ยังไม่มีตัวเลขเดียวที่ยืนยันว่าต้องเว้นกี่วัน เพราะหลักฐานสองส่วนไม่ตรงกัน

งานนำร่อง 14 คนฉีด HA เข้าชั้นผิวหนังที่หน้าท้องในสี่ตำแหน่ง แล้วทำ MFU หัว 1.5 mm ที่ 60 นาที วันที่ 14 หรือวันที่ 28 และตัดชิ้นเนื้อดูที่วันที่ 56 ผลคือที่ 60 นาที คะแนน HA เฉลี่ยลดจาก 3.7 เหลือ 2.8 (p < 0.001) ที่วันที่ 14 ลดเหลือ 3.0 (p = 0.001) ส่วนที่วันที่ 28 คะแนน 3.3 ไม่ต่างจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.073) ไม่พบการอักเสบหรือก้อนแกรนูโลมา ผู้เขียนสรุปว่าการทำ MFU หลังฉีด HA ดูปลอดภัย แต่ HA ลดลงในระดับหนึ่งเมื่อทำ MFU ใกล้วันฉีด[2]

อีกด้านหนึ่ง ฉันทามติ Pan-Asian ระบุว่าการส่งพลังงาน MFU ผ่านบริเวณที่ฉีด HA และ CaHA ไม่ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ฟิลเลอร์ ไม่เพิ่มการอักเสบ และไม่ทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ แต่เพิ่มความหนาแน่นของเส้นใยคอลลาเจนได้[4] สองข้อนี้ไม่ได้ขัดกันตรงๆ เพราะงานแรกวัดปริมาณ HA ในเนื้อเยื่อ ส่วนอีกข้อพูดถึงรูปลักษณ์ที่มองเห็น แต่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้การกำหนดช่วงห่างต้องให้แพทย์ประเมินรายบุคคล

ฟิลเลอร์ชนิดอื่น เช่น CaHA หรือ PLLA ยังไม่พบงานในคนที่ระบุลำดับและจำนวนวันกับ MFU มีเพียงงานเตรียมการทดลองในหมู 3 ตัวที่พบว่าทำ MFU ทันทีก่อน PLLA ให้ความหนาผิวหนังแท้เพิ่ม 35.2% เทียบกับ 23.7% เมื่อฉีด PLLA อย่างเดียว และ MFU ไม่เร่งการสลายตัวของ PLLA[7] ผลในสัตว์ทดลองนำมาใช้กับคนโดยตรงไม่ได้

ทำ Ulthera ไปแล้ว ฉีดโบท็อกหรือฟิลเลอร์ต่อได้เมื่อไร

คำตอบสั้น: ยังไม่พบงานที่ระบุจำนวนวัน แต่เป็นลำดับที่ฉันทามติยกเป็นตัวอย่าง และงานด้านความปลอดภัยไม่พบสัญญาณผิดปกติ

งานทบทวนเวชระเบียน 101 คน (หญิง 96 คน อายุ 25-70 ปี) ที่ได้ MFU-V และเคยได้โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ HA หรือ CaHA ภายใน 6 เดือน ในบริเวณเดียวกันหรือต่างบริเวณ พบเหตุไม่พึงประสงค์ 7 ราย (7%) ได้แก่ ช้ำ 4 บวม 1 ชา 1 และเริมกำเริบ 1 โดยมีเพียงเริมที่ถือว่าเกี่ยวข้องกับการทำร่วมกัน[3] ข้อจำกัดคือจำนวนผู้ที่ได้โบท็อกซ์มีเพียง 18% เป็นการทบทวนย้อนหลัง และไม่ได้วัดว่าผลของโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ยังคงเท่าเดิมหรือไม่ ไม่ได้ตรวจแหล่งทุนของงานนี้ในรอบนี้

เช็กลิสต์ก่อนนัด: บอกแพทย์อะไร ถามอะไร และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

เช็กลิสต์ก่อนนัด: บอกแพทย์อะไร ถามอะไร และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

เช็กลิสต์นี้ช่วยให้การปรึกษารอบเดียวได้ข้อมูลพอสำหรับกำหนดลำดับและช่วงห่าง แบ่งเป็นสิ่งที่ควรบอก สิ่งที่ควรถาม และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

สิ่งที่ควรบอกแพทย์

  • วันที่ ชนิด และบริเวณของโบท็อกซ์ที่ฉีดล่าสุด รวมถึงที่ตั้งใจจะฉีดต่อ เพราะงานวิจัยนับช่วงห่างจากวันฉีด[1]
  • วันที่ ชนิด และบริเวณของฟิลเลอร์ที่เคยฉีด ทั้ง HA, CaHA, PLLA หรือสารกระตุ้นคอลลาเจนอื่น เพราะหลักฐานของแต่ละชนิดต่างกัน[2][7]
  • ประวัติเริมที่ใบหน้า เพราะเริมกำเริบเป็นเหตุการณ์เดียวที่งานทบทวน 101 คนถือว่าเกี่ยวข้องกับการทำร่วมกัน[3]
  • บริเวณที่กังวลจริง เช่น ริ้วรอยหน้าผาก หรือกรอบหน้าและใต้คาง เพราะงานที่อ่านส่วนใหญ่เป็นใบหน้าส่วนบนหรือหัวตื้น[1][4]
  • โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และการตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์

สิ่งที่ควรถามแพทย์หรือคลินิก

  • จะใช้หัวความลึกใดในบริเวณไหน (1.5, 3.0 หรือ 4.5 mm) เพราะงานวิจัยโบท็อกซ์ทดสอบเฉพาะหัว 1.5 mm[1][8]
  • ถ้าต้องทำหลายอย่าง ลำดับของแพทย์คืออะไร และทำวันเดียวกันหรือแยกวัน เพราะอะไร
  • นัดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์รอบถัดไปควรอยู่ก่อนหรือหลัง Ulthera กี่วัน
  • นัดติดตามผลเมื่อไร เพราะงานวิจัยของ Ulthera Prime ประเมินที่ 90 วัน[6]
  • อาการแบบไหนที่ควรติดต่อคลินิกก่อนวันนัดติดตาม

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • นัดโบท็อกซ์แล้วนัด Ulthera ติดกันเพราะอยากประหยัดเวลา โดยไม่ถามแพทย์ก่อน เพราะลำดับนี้คือกรณีที่งานวิจัยพบว่าผลโบท็อกซ์ลดลง[1]
  • ถูหรือนวดบริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์ภายใน 24 ชั่วโมง และนอนราบภายใน 2-4 ชั่วโมงหลังฉีด[5]
  • สรุปว่า Ulthera ไม่ได้ผลก่อนถึงช่วงประเมิน เพราะผลไม่เกิดทั้งหมดในวันเดียว[8]

ความปลอดภัย และสิ่งที่ยังไม่มีข้อมูล

ข้อมูลความปลอดภัยที่พบไปในทางเดียวกันว่า การทำหลายหัตถการร่วมกันยังไม่พบสัญญาณอันตรายชัดเจน งานทดลองโบท็อกซ์ไม่พบภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงหรือด้านความงาม[1] งานฟิลเลอร์ไม่พบการอักเสบหรือแกรนูโลมาที่วันที่ 56[2] และงานทบทวน 101 คนพบเหตุไม่พึงประสงค์ 7% ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับการทำร่วมกัน[3] แต่ทั้งหมดเป็นงานขนาดเล็กหรือย้อนหลัง จึงยืนยันว่าปลอดภัยเสมอไม่ได้

ตารางนี้แยกให้เห็นว่าประเด็นไหนมีหลักฐาน และประเด็นไหนยังไม่พบ

ประเด็นสิ่งที่พบสิ่งที่ยังไม่พบ
โบท็อกซ์ก่อน UltheraRCT 15 คน พบผลโบท็อกซ์ลดลงที่ทันที วันที่ 7 และวันที่ 14[1]ช่วงห่างเกิน 14 วัน หัว 3.0 และ 4.5 mm และการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
ฟิลเลอร์ HA ก่อน UltheraHA ลดลงที่ 60 นาทีและ 14 วัน ที่ 28 วันความต่างไม่มีนัยสำคัญ[2]ผลในใบหน้าจริง และการเทียบกับข้อมูลที่ระบุว่าไม่เปลี่ยนรูปลักษณ์ฟิลเลอร์[4]
Ulthera ก่อนโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ฉันทามติยกตัวอย่างลำดับนี้ งานทบทวนไม่พบสัญญาณความปลอดภัยผิดปกติ[3][4]จำนวนวันที่เหมาะสม และผลต่อความคงอยู่ของโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์
รุ่น Ulthera Prime โดยเฉพาะชุดผู้ป่วย 30 คนในเอเชียแปซิฟิก ส่วนใหญ่ดีขึ้นอย่างน้อย 1 ระดับที่วันที่ 90 ไม่มีกลุ่มควบคุม[6]งานที่ศึกษา Prime ร่วมกับโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ ไม่ได้ตรวจแหล่งทุนของชุดผู้ป่วยนี้ในรอบนี้
ฟิลเลอร์ชนิดอื่นในคน (CaHA, PLLA)มีเพียงงานในหมู 3 ตัวสำหรับ PLLA[7]งานในคนที่ระบุลำดับและช่วงห่าง

ช่วงห่างที่ใช้จริงจึงควรมาจากแพทย์ที่เห็นประวัติการฉีด บริเวณ และหัวที่จะใช้ของแต่ละคน หากต้องการเทียบ Ulthera Prime กับ XTherma ซึ่งเป็นเทคโนโลยีคนละชนิด อ่านเพิ่มที่ บทความเปรียบเทียบ XTherma กับ Ulthera Prime และดูตัวอย่างผลลัพธ์ที่คลินิกเผยแพร่ได้ที่ หน้ารีวิว Ulthera Prime ซึ่งเป็นผลเฉพาะบุคคลและไม่ได้บอกช่วงห่างระหว่างหัตถการ

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q: Ulthera Botox Filler ทำอันไหนก่อน ?

ถ้าวางแผนใหม่ทั้งหมด ฉันทามติผู้เชี่ยวชาญแบบ Pan-Asian ยกตัวอย่างใบหน้าส่วนบนว่าทำ Ulthera (MFU-V) ก่อน แล้วค่อยโบท็อกซ์ และฟิลเลอร์[4] ถ้าฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์มาก่อนแล้ว ให้นับวันจากวันที่ฉีด งานวิจัยแนะนำเว้นอย่างน้อย 14 วันหลังโบท็อกซ์[1] ส่วนฟิลเลอร์ยังไม่มีตัวเลขเดียวที่ยืนยัน[2][4] ลำดับจริงให้แพทย์กำหนด

Q: ฉีดโบท็อกแล้วทำอัลเทอร่าได้ไหม ?

ทำได้ในแผนเดียวกัน แต่ไม่ควรนัดติดกัน การทดลองแบบสุ่ม 15 คนพบว่า MFU-V หัว 1.5 mm ที่ทำทันที วันที่ 7 หรือวันที่ 14 หลังฉีดโบท็อกซ์ ทำให้ผลโบท็อกซ์ลดลง ผู้วิจัยแนะนำเว้นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่ได้ทดสอบเกิน 14 วัน[1]

Q: Ulthera พร้อมฟิลเลอร์ ทำร่วมได้ไหม ?

ทำร่วมกันในแผนเดียวได้ แต่ลำดับและช่วงห่างยังไม่มีตัวเลขเดียวที่ยืนยัน งานทบทวน 101 คนพบเหตุไม่พึงประสงค์ 7% ซึ่งมีเพียงเริมกำเริบ 1 รายที่ถือว่าเกี่ยวข้องกับการทำร่วมกัน[3] งานนำร่องพบ HA ลดลงเมื่อทำ MFU ที่ 60 นาทีและ 14 วันหลังฉีดที่หน้าท้อง[2] ขณะที่ฉันทามติระบุว่า MFU ไม่เปลี่ยนรูปลักษณ์ฟิลเลอร์[4] จึงควรให้แพทย์ประเมินเป็นรายคน

Q: ทำ Ulthera แล้วฉีดโบท็อกได้เมื่อไร ?

ยังไม่พบงานที่ระบุจำนวนวัน ฉันทามติยกตัวอย่างลำดับทำ MFU-V ก่อนแล้วจึงใช้โบท็อกซ์ในใบหน้าส่วนบน[4] และงานทบทวน 101 คนไม่พบสัญญาณความปลอดภัยผิดปกติ แต่ไม่ได้วัดว่าผลโบท็อกซ์ยังอยู่เท่าเดิมหรือไม่[3] ช่วงห่างที่เหมาะให้แพทย์กำหนด

Q: ทำ Ulthera กับโบท็อกในวันเดียวกันได้ไหม ?

ฉันทามติยกตัวอย่างลำดับที่ทำ Ulthera ก่อนแล้วโบท็อกซ์ในแผนเดียวกัน[4] ส่วนลำดับกลับกัน คือโบท็อกซ์แล้วทำ Ulthera ทันที เป็นกรณีที่งานทดลองของไทยพบว่าผลโบท็อกซ์ลดลงมากที่สุด[1] ดังนั้นถ้าจะทำวันเดียวกัน ลำดับและความเหมาะสมให้แพทย์เป็นผู้ยืนยัน

Q: ก่อนทำ Ulthera ควรบอกแพทย์เรื่องโบท็อกและฟิลเลอร์อย่างไร ?

บอกวันที่ ชนิด และบริเวณที่ฉีดล่าสุด รวมถึงที่ตั้งใจจะฉีดต่อ และประวัติเริมที่ใบหน้า เพราะเริมกำเริบเป็นเหตุการณ์เดียวที่งานทบทวน 101 คนถือว่าเกี่ยวกับการทำร่วมกัน[3] ข้อมูลเหล่านี้ใช้กำหนดลำดับและช่วงห่างเป็นรายคน

สรุป

Ulthera Botox Filler ทำอันไหนก่อน คำตอบขึ้นกับว่าเริ่มจากศูนย์หรือฉีดมาแล้ว ถ้าวางแผนใหม่ ตัวอย่างลำดับจากฉันทามติคือ Ulthera ก่อน แล้วโบท็อกซ์ และฟิลเลอร์[4] ถ้าฉีดโบท็อกซ์มาแล้ว งานวิจัยแนะนำเว้นอย่างน้อย 14 วัน[1] ถ้าฉีดฟิลเลอร์มาแล้ว ยังไม่มีตัวเลขเดียวที่ยืนยัน[2][4] ทั้งหมดเป็นสิ่งที่งานวิจัยทดสอบหรือเสนอ ไม่ใช่ช่วงห่างที่คลินิกกำหนด และไม่ใช่การวินิจฉัย

ก่อนนัด เตรียมวันที่และชนิดของโบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ที่ฉีดล่าสุด แล้วให้แพทย์กำหนดลำดับ ช่วงห่าง และหัวที่ใช้ตามบริเวณที่กังวล ปรึกษาแพทย์ที่ Fresh Code Clinic ได้ผ่านปุ่มด้านล่าง

ทีม Fresh Code Clinic

Fresh Code Clinic เป็น Beauty Lifestyle Clinic ย่านสุขุมวิท 5 ใกล้ BTS นานา ให้บริการดูแลผิว รักษาสิว เลเซอร์ ยกกระชับ ฟิลเลอร์ และโบท็อกซ์ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดูแลแบบเฉพาะบุคคลตามสภาพผิวของแต่ละคน

19 สุขุมวิท ซอย 5 ใกล้ BTS นานา ทางออก 1 มีที่จอดรถ · เปิดทุกวัน 11:00 – 20:00 น. · โทร 02-253-2236, 083-626-4264

แหล่งอ้างอิง