هل يؤدي عصر البثور حقاً إلى ظهور ندبات حب الشباب؟

กดสิวทำให้เกิดหลุมสิวจริงไหม? คำตอบสั้น ๆ คือ การบีบหรือแกะสิวเพิ่มโอกาสเกิดแผลเป็นได้ แต่หลุมสิวมักเริ่มจากสิวที่อักเสบลึกอยู่แล้ว บทความนี้ตรวจคำอธิบายของคลินิกกับแนวทางจากสมาคมแพทย์ผิวหนังสหรัฐฯ และงานวิจัยในผู้ป่วยไทย อธิบายว่าทำไมบีบสิวแล้วเป็นรู ควรจัดการสิวอย่างไรแทนการบีบเอง และทางเลือกเมื่อเป็นหลุมสิวแล้ว เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย

أهم النقاط

  • การบีบ แกะ หรือกดสิวเองเพิ่มความเสี่ยงเกิดแผลเป็น เพราะอาจดันสิ่งที่อยู่ในเม็ดสิวลึกลงไปและเพิ่มการอักเสบ แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลเป็นมากที่สุดคือสิวที่อักเสบลึกและรุนแรง
  • งานวิจัยแบบตัดขวางในผู้ป่วยสิวชาวไทย 225 คนพบว่าผู้ที่บีบหรือแกะสิวเป็นบางครั้งมีค่า odds ของการมีแผลเป็นสูงกว่าราว 2.7 เท่า แต่เป็นความสัมพันธ์จากแบบสอบถาม ไม่ได้พิสูจน์ว่าการบีบเป็นต้นเหตุโดยตรง
  • แผลเป็นจากสิวจางลงได้ แต่แทบไม่หายไปทั้งหมดตามข้อมูลของ AAD ถ้ามีหลุมสิวแล้ว มีหลายวิธีที่แพทย์ใช้ลดความชัดของรอย เช่น เลเซอร์ คลื่นวิทยุ (RF) ไมโครนีดลิง ฟิลเลอร์ และการผ่าตัดแผลเป็น โดยเลือกตามชนิดของแผลเป็น
  • ถ้ามีสิวที่ต้องจัดการ ให้ทายาที่เม็ดสิวแทนการบีบ และให้แพทย์ประเมินสิวที่ลึก เจ็บ หรือไม่ดีขึ้นใน 4-6 สัปดาห์

กดสิวทำให้เกิดหลุมสิวจริงไหม และบีบสิวแล้วเป็นรูเพราะอะไร

คลินิกอธิบายว่าหลุมสิวไม่ได้เกิดจากการกดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการอักเสบรุนแรงของสิวที่อยู่ลึกในชั้นผิว และการกดสิวอาจทำให้เกิดหลุมสิวได้ถ้ากดไม่ถูกวิธีหรือกดในจังหวะที่ไม่เหมาะสม[1]

คำตอบสั้น ๆ ตามแหล่งข้อมูลที่เปิดอ่านได้คือ บีบสิวแล้วเป็นรูได้ เพราะ AAD ระบุว่าการบีบ แกะ หรือเกาสิวเพิ่มการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงเกิดแผลเป็น[5] อธิบายเพิ่มว่าเมื่อบีบเองมักดันบางส่วนของสิ่งที่อยู่ในเม็ดสิวให้ลึกลงในผิว ทำให้การอักเสบเพิ่มขึ้นและสิวเด่นชัดขึ้น[4] อย่างไรก็ตาม AAD ก็ระบุว่าไม่สามารถทำนายได้ว่าใครจะเป็นแผลเป็น บางคนมีปัจจัยเสี่ยงครบแต่ไม่เป็น และบางคนไม่มีปัจจัยเสี่ยงก็เป็นได้[5]

หลุมสิวเกิดจากอะไร

เมื่อสิวหาย ร่างกายจะซ่อมผิวบริเวณนั้น AAD ระบุว่าบางครั้งผิวหายภายใน 7-10 วันโดยไม่เหลือร่องรอย แต่ถ้าสิวลึกถึงชั้นผิวด้านใน เช่น สิวหัวช้างหรือสิวเม็ดใหญ่เจ็บ จะเกิดการอักเสบรุนแรง และโดยทั่วไปยิ่งสิวลึกยิ่งมีโอกาสเกิดแผลเป็นมาก อย่างไรก็ตามบางคนเป็นแผลเป็นแม้จากสิวอุดตันหัวขาวหรือหัวดำ[5]

ชนิดของแผลเป็นขึ้นกับปริมาณคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างระหว่างซ่อมผิว ถ้าสร้างน้อยเกินไปจะเกิดรอยบุ๋มหรือหลุม ถ้าสร้างมากเกินไปจะเกิดแผลเป็นนูน ซึ่งพบได้บ่อยกว่าในผู้ที่ผิวคล้ำ นอกจากนี้ญาติสายตรงที่เป็นแผลเป็นจากสิวก็เพิ่มโอกาสเป็นแผลเป็น เพราะพันธุกรรมมีส่วน[5] Mayo Clinic ระบุว่าแผลเป็นแบบหลุมและแบบนูนอาจคงอยู่นานหลังสิวหาย และผู้ที่ผิวคล้ำมีแนวโน้มเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้มากกว่า[8]

คลินิกอธิบายว่ารอยบุ๋มเกิดเมื่อผิวสูญเสียคอลลาเจนและฟื้นตัวไม่เต็มที่[1] ส่วนคำว่า “ถาวร” ที่ใช้เรียกรอยบุ๋มในบทความเดิมนั้นควรอ่านอย่างมีเงื่อนไข เพราะ AAD ระบุว่าแผลเป็นจากสิวจางลงได้แต่แทบไม่หายไปทั้งหมด และแพทย์ผิวหนังช่วยให้รอยดูไม่ชัดขึ้นได้[5]

งานวิจัยเรื่องการบีบสิวกับแผลเป็นจากสิว

งานที่ตรงกับบริบทไทยมากที่สุดคือการศึกษาที่ผู้เขียนมาจากโรงพยาบาลศิริราชและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ข้อมูลอยู่ในฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยมหิดล) ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Cosmetic Dermatology ปี 2024 เป็นการศึกษาแบบตัดขวางด้วยแบบสอบถามออนไลน์ในผู้ป่วยสิวชาวไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป 225 คน พบว่า 61.33% มีแผลเป็นจากสิวที่ใบหน้า[7]

เมื่อวิเคราะห์ตัวแปรหลายตัวพร้อมกัน ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการมีแผลเป็นอย่างเป็นอิสระ ได้แก่ ความรุนแรงของสิว การบีบหรือแกะสิวเป็นบางครั้ง และรอยแดงหลังสิว (post-acne erythema) ตามตารางด้านล่าง[7]

عاملผลที่รายงาน (odds ratio ที่ปรับแล้ว)ข้อควรรู้
สิวระดับปานกลางประมาณ 3.5 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบของงาน[7]ยิ่งสิวรุนแรง ความเสี่ยงยิ่งสูง
สิวรุนแรงถึงรุนแรงมากประมาณ 9 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบเดียวกัน[7]เป็นปัจจัยที่มีค่ามากที่สุดในงานนี้
บีบหรือแกะสิวเป็นบางครั้งประมาณ 2.7 เท่า[7]p = 0.033 เป็นความสัมพันธ์ ไม่ใช่การพิสูจน์เหตุและผล
احمرار الجلد بعد ظهور حب الشبابประมาณ 4.5 เท่า[7]ผู้เขียนเสนอว่ารอยแดงอาจมีส่วนต่อการเกิดแผลเป็น จึงควรรักษาแต่เนิ่น ๆ

ข้อจำกัดของงานนี้คือเป็นการสำรวจที่ถามข้อมูลจากผู้ตอบเอง ตัวอย่างไม่ใหญ่ และเก็บข้อมูลในช่วงเวลาสั้น ๆ (กันยายนถึงธันวาคม 2023) จึงบอกได้เพียงว่าสิ่งเหล่านี้เกิดร่วมกัน ไม่ได้ยืนยันว่าการบีบสิวทำให้เกิดแผลเป็น บทความนี้อ่านได้เฉพาะบทคัดย่อและข้อมูลในหน้าฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัย ไม่ได้อ่านเนื้อหาฉบับเต็ม ตัวเลขที่ใช้จึงมาจากบทคัดย่อเท่านั้น[7]

สรุปจากงานนี้ร่วมกับแนวทางของ AAD คือ ความรุนแรงของสิวและการอักเสบเป็นตัวแปรหลัก ส่วนการบีบเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้[5][7]

บีบสิวเองได้ไหม และทางเลือกที่แพทย์ใช้แทน

บทความเดิมของคลินิกระบุกรณีที่กดสิวแล้วมีโอกาสเป็นหลุม 4 กรณี เมื่อตรวจกับแหล่งข้อมูลมีดังนี้[1]

  • กดตอนสิวยังอักเสบ บวมแดง: สอดคล้องกับ AAD ที่ระบุว่าการบีบทำให้การอักเสบเพิ่มขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงแผลเป็น[4][5]
  • ใช้อุปกรณ์หรือมือที่ไม่สะอาด: AAD ระบุความเสี่ยงติดเชื้อจากแบคทีเรียบนมือเมื่อบีบเอง ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่างจากการเกิดแผลเป็นโดยตรง[4]
  • กดสิวซ้ำที่เดิม: ในแหล่งที่อ่านไม่ได้ระบุเรื่องการกดซ้ำโดยเฉพาะ แต่ AAD ระบุว่าการแกะ บีบ หรือเกาเพิ่มความเสี่ยงแผลเป็นโดยรวม[5]
  • สิวหัวช้างหรือหัวหนองที่อยู่ลึกกดออกไม่หมด: สอดคล้องกับ AAD ที่ระบุว่าการบีบมักดันสิ่งในเม็ดสิวให้ลึกขึ้น[4]

AAD แนะนำให้หลีกเลี่ยงการบีบสิวเองที่บ้าน และกล่าวถึงวิธีที่แพทย์ผิวหนังใช้แทน ได้แก่ การกดสิวหัวดำหัวขาวด้วยอุปกรณ์ปลอดเชื้อ (acne extraction) การฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าเม็ดสิวที่ลึกและเจ็บ ซึ่งใช้ได้กับเม็ดเดียวหรือไม่กี่เม็ด ไม่เหมาะกับสิวหลายเม็ด และการกรีดระบายหนองในสิวก้อนใหญ่[4] AAD ยังระบุว่าการกดสิวโดยแพทย์มักเป็นตัวเลือกเมื่อการรักษาอื่นไม่ได้ผล และสิวหัวดำหัวขาวอาจกลับมาได้อีก จึงต้องมีแผนดูแลผิวต่อเนื่อง[4]

หน้าบริการ Acne Program ของคลินิกอธิบายว่าโปรแกรม Acne Exit มีการกดและฉีดสิวโดยทีมที่ผ่านการอบรม และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการแกะ บีบ หรือกดสิวเองระหว่างรักษา โดยแพทย์จะประเมินว่าเหมาะกับโปรแกรมใด[3]

ถ้าเป็นหลุมสิวแล้ว มีวิธีรักษาอะไรบ้าง

AAD ระบุว่าการรักษาแผลเป็นจากสิวเริ่มจากการปรึกษาแพทย์ แล้วแพทย์วางแผนตามชนิดและจำนวนของแผลเป็น อายุ สีผิว และงบประมาณ และมักเริ่มจากการคุมสิวให้สงบก่อน เพราะการหยุดสิวใหม่ช่วยลดการอักเสบและลดแผลเป็นใหม่ นอกจากนี้ควรแจ้งแพทย์เรื่องยารักษาสิวที่ใช้อยู่หรือเคยใช้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะการรักษาแผลเป็นบางแบบอาจเกิดผลข้างเคียงถ้าทำขณะใช้หรือเพิ่งหยุดยาบางตัว[6]

ทางเลือกที่ AAD กล่าวถึงสำหรับแผลเป็นแบบหลุม ได้แก่ การลอกผิวด้วยสารเคมี ฟิลเลอร์ที่เติมปริมาตรให้แผลเป็น เลเซอร์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ไมโครนีดลิง คลื่นวิทยุ (RF) และไมโครนีดลิงร่วมกับ RF ที่ให้ผลดีกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่งเดี่ยว ๆ รวมถึงการผ่าตัดแผลเป็นเล็ก ๆ เช่น การยกแผลเป็นขึ้นจากเนื้อเยื่อด้านล่าง และแพทย์อาจใช้หลายวิธีร่วมกัน ส่วนฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ให้ผลชั่วคราวราว 3 เดือนถึง 2 ปี[6]

วิธีที่บทความเดิมและหน้าบริการของคลินิกกล่าวถึง

  • Pico Laser หรือ Pico Deep: บทความเดิมระบุว่ากระตุ้นคอลลาเจนและลดรอยหลุมลึกเฉพาะจุด[1] ในแหล่งอิสระที่เปิดอ่านในบทความนี้ไม่ได้ตรวจเลเซอร์ชนิดนี้โดยเฉพาะ อ่านการเปรียบเทียบเพิ่มได้ที่บทความของคลินิก
  • Venus Viva (NanoFractional RF): หน้าบริการ VIVA Scars Away ของคลินิกอธิบายว่าส่งพลังงาน RF ผ่านหัวเข็มขนาดเล็กเข้าสู่ผิวชั้นลึกเพื่อกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ และระบุว่าผิวฟื้นตัวราว 3-7 วัน ซึ่งเป็นข้อมูลของคลินิก[2] ส่วนแหล่งอิสระ AAD ระบุว่า RF และ RF ร่วมกับไมโครนีดลิงทำให้แผลเป็นจากสิวดูไม่ชัดขึ้นและใช้ได้กับทุกสีผิว[6]
  • Sculptra หรือ Subcision: บทความเดิมระบุว่าเติมหลุมสิวจากภายในและกระตุ้นคอลลาเจนชั้นลึก[1] ส่วน AAD ระบุว่าฟิลเลอร์เติมปริมาตรและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ AAD ไม่ได้เอ่ยชื่อ Subcision แต่อธิบายวิธียกแผลเป็นออกจากเนื้อเยื่อด้านล่างว่าเป็นวิธีหนึ่งของการผ่าตัดแผลเป็น[6]

ควรรู้ว่าไม่มีวิธีใดการันตีผลเท่ากันทุกคน และจำนวนครั้งที่ต้องทำขึ้นกับชนิดของแผลเป็นและเครื่องที่ใช้ AAD ระบุว่าบางวิธีต้องทำหลายครั้งมากกว่าวิธีอื่น[6] หากต้องการเปรียบเทียบ Venus Viva กับ Pico Deep หรือสนใจ Sculptra ดูบทความของคลินิกได้ที่ลิงก์ด้านล่าง

จัดการสิวอย่างไรไม่ให้เสี่ยงเป็นหลุม และเมื่อไรควรพบแพทย์

AAD แนะนำให้ทายารักษาสิวที่เม็ดสิวแทนการบีบ แกะ หรือเกา เพื่อลดความเสี่ยงแผลเป็น[5] และเสริมว่าควรเก็บมือให้พ้นหน้า ประคบเย็นช่วยลดการอักเสบและความเจ็บของสิวก้อนใหญ่ และรักษาสิวด้วยยาที่ซื้อได้ตามร้านขายยาหรือออนไลน์ก่อน หากไม่เห็นผลใน 4-6 สัปดาห์ ให้ไปพบแพทย์ผิวหนัง[4]

Mayo Clinic ระบุว่ายิ่งเริ่มรักษาสิวเร็วเท่าไร ความเสี่ยงของปัญหาอย่างความเครียดทางอารมณ์และแผลเป็นก็ยิ่งต่ำลง[8] ซึ่งสอดคล้องกับข้อสรุปของงานวิจัยไทยที่ว่าการรักษาผู้ที่เสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ สำคัญต่อการลดแผลเป็น[7] ควรให้แพทย์ประเมินเมื่อมีสิวลึกและเจ็บ สิวที่ไม่ดีขึ้นตามเวลาข้างต้น รอยแดงที่ค้างนานหลังสิวหาย หรือเริ่มมีหลุมสิวแล้ว

หากสนใจเรื่องสิวบริเวณอื่น เช่น สิวที่หลัง ซึ่งมีหลักการดูแลคล้ายกันแต่มีเรื่องการทายาและการเสียดสีเพิ่มเติม อ่านต่อได้ที่ลิงก์ด้านล่าง

الأسئلة الشائعة (الأكثر تكراراً)

Q: กดสิวทำให้เกิดหลุมสิวจริงไหม ?

บีบหรือกดสิวเพิ่มความเสี่ยงเกิดแผลเป็นได้ เพราะอาจเพิ่มการอักเสบ ตามที่ AAD ระบุ แต่หลุมสิวมักเริ่มจากสิวที่อักเสบลึกอยู่แล้ว และไม่สามารถทำนายได้ว่าใครจะเป็นแผลเป็น งานวิจัยในผู้ป่วยไทยพบว่าผู้ที่บีบหรือแกะสิวเป็นบางครั้งมีโอกาสมีแผลเป็นสูงกว่า แต่เป็นความสัมพันธ์ ไม่ใช่การพิสูจน์เหตุและผล

Q: บีบสิวแล้วเป็นรู เกิดจากอะไร ?

เมื่อบีบสิวเอง สิ่งที่อยู่ในเม็ดสิวอาจถูกดันลึกลงในผิว ทำให้อักเสบมากขึ้น หลังจากนั้นร่างกายซ่อมผิวโดยสร้างคอลลาเจนน้อยเกินไป ผิวจึงบุ๋มเป็นหลุม สิวที่ลึกและอักเสบแรงเสี่ยงมากกว่าสิวตื้น

Q: ถ้าสิวมีหัวแล้ว กดเองได้ไหม ?

AAD แนะนำให้หลีกเลี่ยงการบีบสิวเองเพราะเสี่ยงแผลเป็น การอักเสบเพิ่ม และการติดเชื้อ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือทายารักษาสิวที่เม็ดสิว หรือให้แพทย์ผิวหนังกดสิวด้วยอุปกรณ์ปลอดเชื้อเมื่อจำเป็น

Q: หลุมสิวหายเองได้ไหม ?

AAD ระบุว่าแผลเป็นจากสิวจางลงได้ แต่แทบไม่หายไปทั้งหมด ผู้ที่ต้องการให้ดีขึ้นสามารถปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อลดความชัดของรอย โดยแพทย์เลือกวิธีตามชนิดของแผลเป็น

Q: รักษาหลุมสิวมีวิธีอะไรบ้าง ?

AAD กล่าวถึงการลอกผิวด้วยสารเคมี ฟิลเลอร์ เลเซอร์ ไมโครนีดลิง RF และการผ่าตัดแผลเป็น โดยแพทย์อาจใช้หลายวิธีร่วมกัน หน้าบริการของคลินิกอธิบาย Venus Viva เป็น NanoFractional RF สำหรับหลุมสิว ผลและจำนวนครั้งต่างกันในแต่ละคน ควรให้แพทย์ประเมินชนิดของแผลเป็นก่อน

ملخص

กดสิวทำให้เกิดหลุมสิวจริงไหม ตามหลักฐานที่ตรวจได้ การบีบ แกะ หรือกดสิวเองเพิ่มความเสี่ยงเกิดแผลเป็น เพราะอาจเพิ่มการอักเสบ แต่ปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือความลึกและความรุนแรงของสิว รอยแดงหลังสิว และพันธุกรรม งานวิจัยในผู้ป่วยไทยให้ภาพที่สอดคล้อง แต่เป็นความสัมพันธ์จากแบบสอบถาม ถ้าเป็นหลุมสิวแล้ว แผลเป็นจางลงได้แต่แทบไม่หายทั้งหมด และมีหลายวิธีที่แพทย์ใช้ลดความชัดของรอย

ที่ Fresh Code Clinic แพทย์ประเมินชนิดของสิวและแผลเป็นก่อนเลือกโปรแกรมที่เหมาะกับแต่ละคน ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรับประกันผลลัพธ์ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินก่อน

فريق عيادة البرمجة الجديدة

عيادة فريش كود هي عيادة تجميل وأسلوب حياة تقع في سوخومفيت سوي 5، بالقرب من محطة قطار نانا. تقدم العيادة خدمات العناية بالبشرة، وعلاج حب الشباب، والعلاج بالليزر، وشد البشرة، والحقن التجميلية، والبوتوكس، وكل ذلك على يد فريق من الأطباء الخبراء مع رعاية شخصية مصممة خصيصًا لحالة بشرة كل فرد.

١٩ شارع سوخومفيت سوي ٥، بالقرب من محطة قطار بي تي إس نانا، المخرج ١. يتوفر موقف سيارات. مفتوح يوميًا من الساعة ١١:٠٠ صباحًا حتى ٨:٠٠ مساءً. هاتف: ٠٢-٢٥٣-٢٢٣٦، ٠٨٣-٦٢٦-٤٢٦٤

مراجع